ธปท.ชี้ Fed-BOJ ขึ้นดอกเบี้ย เงินบาทยังมีเสถียรภาพ
ประเด็นดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed และธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ซึ่งมีผลต่อทิศทางเงินทุน ค่าเงิน และบรรยากาศการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ประเมินว่า แม้ Fed และ BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่เงินบาทยังเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ และความเสี่ยงจากเงินทุนไหลออกของไทยยังอยู่ในระดับจำกัด
สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ เรื่องนี้ถือเป็นสัญญาณที่ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของตลาดเงิน เพราะประเทศไทยยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน ตลาดก็ได้รับรู้แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของประเทศหลักล่วงหน้าไปแล้ว ทำให้การปรับตัวของเงินบาทไม่รุนแรงมากนัก
ธปท.ชี้ Fed-BOJ ขึ้นดอกเบี้ย เงินบาทยังมีเสถียรภาพ
นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสำคัญ โดยทิศทางดังกล่าวขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการของเศรษฐกิจโลก การดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาด
กรณีที่ Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งเป็นการขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ปีนั้น แม้จะทำให้เกิดการติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ ธปท.มองว่าตลาดได้คาดการณ์และสะท้อนข่าวดังกล่าวไว้ในราคาสินทรัพย์ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จึงไม่ได้สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทมากจนผิดปกติ เงินบาทยังสามารถเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานและทิศทางของตลาดโลกได้
ธปท.ชี้ Fed-BOJ ขึ้นดอกเบี้ย กระทบเงินทุนไหลออกจำกัด
ในส่วนของญี่ปุ่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปอยู่ที่ระดับ 1.25% โดยอัตราดังกล่าวไม่ได้แตกต่างจากไทยอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ผลการประชุมของ BOJ ยังมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนน 7 ต่อ 2 ส่งผลให้ตลาดลดน้ำหนักความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปลงบางส่วน
มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนไม่ได้ตีความการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ว่าเป็นการเปลี่ยนทิศทางแบบเร่งตัวทันที แต่ยังต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และตลาดแรงงานของญี่ปุ่นในระยะต่อไป เมื่อแรงคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตลดลง แรงกดดันต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนในภูมิภาคก็มีแนวโน้มผ่อนคลายตามไปด้วย
เหตุผลที่เงินบาทยังเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ
ธปท.ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในระดับปัจจุบันยังเหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจไทย การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินจะพิจารณาจากแนวโน้มเศรษฐกิจข้างหน้า หรือเรียกว่า outlook dependent มากกว่าการยึดติดกับทิศทางของธนาคารกลางต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่ำกว่าศักยภาพและการฟื้นตัวยังไม่กระจายไปทุกภาคส่วน ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน เช่น ต้นทุนสินค้า พลังงาน และปัจจัยการผลิต อย่างไรก็ตาม คาดว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงในปี 2570 ทำให้ไทยยังสามารถใช้นโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายได้ โดยต้องประสานกับมาตรการด้านอื่นเพื่อช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
- ตลาดรับรู้การขึ้นดอกเบี้ยล่วงหน้า: นักลงทุนส่วนใหญ่ติดตามท่าทีของ Fed และ BOJ มาอย่างต่อเนื่อง จึงมีการปรับพอร์ตและประเมินความเสี่ยงไว้แล้ว
- ส่วนต่างดอกเบี้ยไม่แตกต่างมากเกินไป: ระดับดอกเบี้ยของไทยยังอยู่ในกรอบที่ไม่ทำให้เกิดแรงจูงใจในการย้ายเงินทุนอย่างฉับพลัน
- เงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง: ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
- ความสามารถรองรับหนี้ต่างประเทศ: เงินสำรองของไทยครอบคลุมหนี้ต่างประเทศระยะสั้นได้ประมาณ 2.8 เท่า
เงินทุนไหลออกไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับภูมิภาค
แม้จะเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางและทำให้มีเงินทุนเคลื่อนย้ายออกจากประเทศไทยบ้าง แต่ ธปท.ระบุว่าการไหลออกยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ปัจจัยสำคัญคือประเทศไทยมีฐานะภายนอกที่แข็งแกร่งและมีเงินกันชนเพียงพอ จึงสามารถรองรับความผันผวนจากตลาดโลกได้ดี
ข้อมูลตั้งแต่ต้นปี 2569 ยังพบว่า เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ไทยสุทธิประมาณ 5 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตลาดหุ้น รวมถึงตลาดพันธบัตร ตัวเลขนี้สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังมองเห็นโอกาสในตลาดไทย แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอนและทิศทางดอกเบี้ยของประเทศหลักยังเปลี่ยนแปลงอยู่
สำหรับประชาชนทั่วไป ค่าเงินบาทที่มีเสถียรภาพช่วยให้การวางแผนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศทำได้ง่ายขึ้น เช่น ค่าเดินทาง การนำเข้าสินค้า ค่าเล่าเรียน และต้นทุนวัตถุดิบของผู้ประกอบการ ส่วนธุรกิจส่งออกและนำเข้ายังคงต้องติดตามทิศทางเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพราะค่าเงินอาจเปลี่ยนแปลงตามข่าวเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ได้ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม ความมีเสถียรภาพไม่ได้หมายความว่าเงินบาทจะไม่มีความผันผวนเลย ผู้ลงทุนควรกระจายความเสี่ยง ไม่ตัดสินใจจากข่าวการขึ้นดอกเบี้ยเพียงประเด็นเดียว และควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ทิศทางเงินเฟ้อ การค้าระหว่างประเทศ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และกระแสเงินทุนในตลาดหุ้นกับตลาดพันธบัตร
โดยสรุป ธปท.ชี้ Fed-BOJ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ยังไม่ทำให้เกิดแรงกดดันรุนแรงต่อเงินบาทหรือเงินทุนเคลื่อนย้ายของไทย เนื่องจากตลาดรับรู้ปัจจัยดังกล่าวไว้แล้ว ประกอบกับไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงและมีฐานะภายนอกแข็งแกร่ง มุมมองส่วนตัวคือ นักลงทุนควรใช้ช่วงเวลาที่ตลาดยังมีเสถียรภาพเพื่อทบทวนแผนการเงินและกระจายพอร์ตอย่างเหมาะสม มากกว่าตื่นตระหนกกับการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยในระยะสั้น
ติดตามข่าวเศรษฐกิจและทิศทางค่าเงินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อวางแผนการลงทุนและบริหารต้นทุนได้อย่างรอบคอบในทุกสถานการณ์
ที่มา – ธปท.ชี้ Fed-BOJ ขึ้นดอกเบี้ย ยืนยันเงินบาทมีเสถียรภาพ เงินไหลออกจำกัด