นายกฯ ชูวิสัยทัศน์พลิกจุดแข็งประเทศ สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการปรับตัวทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การค้าโลก และความไม่แน่นอนระหว่างประเทศ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงวิสัยทัศน์ในงาน FUTURE-READY ECONOMY 2026 ภายใต้แนวคิด “Future-ready Thailand” เพื่อเสนอแนวทางพาประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
สาระสำคัญของแนวคิด นายกฯ ชูวิสัยทัศน์พลิกจุดแข็งประเทศ สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ คือการนำศักยภาพเดิมของไทยมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่เพียงเร่งตัวเลขการเติบโตในระยะสั้น แต่ต้องสร้างเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ ยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ประชาชน ธุรกิจ และนักลงทุนเติบโตไปพร้อมกัน
นายกฯ ชูวิสัยทัศน์พลิกจุดแข็งประเทศ สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
นายกรัฐมนตรีมองว่าไทยมีรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน ผู้ประกอบการที่มีความสามารถ และทำเลที่ตั้งซึ่งเชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียน อย่างไรก็ตาม จุดแข็งเหล่านี้ยังสามารถพัฒนาได้อีกมาก โดยเฉพาะการเพิ่มผลิตภาพ การยกระดับทักษะแรงงาน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคธุรกิจ
การเป็นประเทศที่พร้อมรับอนาคต หรือ Future-ready จึงไม่ได้หมายถึงการรอให้โลกเปลี่ยนแล้วค่อยปรับตัว แต่หมายถึงการเตรียมความพร้อมและมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของประเทศด้วยตัวเอง แนวคิดนี้จะช่วยให้ไทยรับมือกับความผันผวน พร้อมสร้างโอกาสใหม่จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
นายกฯ ชูวิสัยทัศน์พลิกจุดแข็งประเทศ สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ผ่าน 9 แนวทาง
แนวทางที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอครอบคลุมทั้งภาคการผลิต บริการ เทคโนโลยี การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการยกระดับขีดความสามารถของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
- ยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร ไทยมีชื่อเสียงด้านอาหารและเกษตรกรรม จึงควรต่อยอดจากการเป็น “Kitchen of the World” ไปสู่การผลิตอาหารแห่งอนาคต อาหารสุขภาพ และนวัตกรรมอาหารที่มีมูลค่าสูง
- เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรม ภาคอุตสาหกรรมไทยควรก้าวขึ้นไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าโลกที่สูงขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาทักษะแรงงาน
- ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ และโครงข่ายดิจิทัล จะช่วยสนับสนุนทั้งภาคธุรกิจ การบริการ และเศรษฐกิจโดยรวม
- สร้างมูลค่าเพิ่มในภาคบริการ ไทยมีศักยภาพด้านการแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จึงควรพัฒนาบริการให้มีคุณภาพและแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น
- เสริมความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การเปิดรับการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ไทยมีทางเลือกและรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกได้ดีขึ้น
- จัดสรรทรัพยากรเพื่ออนาคต งบประมาณภาครัฐและการลงทุนควรมุ่งสร้างผลลัพธ์ระยะยาว ทั้งด้านผลิตภาพ โครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตประชาชน
- ผลักดันโครงการ Reinvent Thailand ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรร่วมกันแก้ไขโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ
- ดึงดูดการลงทุนคุณภาพ ไทยควรสร้างความร่วมมือระยะยาวกับนักลงทุนและนานาประเทศ โดยเน้นโครงการที่สร้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจไทย
- เดินหน้าสู่การเป็นสมาชิก OECD การยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ และธรรมาภิบาล จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและทำให้ประเทศไทยมีบทบาทในเวทีเศรษฐกิจโลกมากขึ้น
การที่กรุงเทพมหานครมีโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกอีกครั้งในรอบ 35 ปี ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของไทยต่อประชาคมโลก พร้อมทบทวนทิศทางเศรษฐกิจและสร้างความร่วมมือใหม่ ๆ
หัวใจของ นายกฯ ชูวิสัยทัศน์พลิกจุดแข็งประเทศ สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ จึงอยู่ที่การเปลี่ยนจากการพึ่งพาจุดแข็งแบบเดิม ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม ความรู้ และความร่วมมือ หากทุกภาคส่วนเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ไทยจะมีโอกาสพัฒนาเป็นเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้น ยืดหยุ่น และแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
ในมุมมองของประชาชนและภาคธุรกิจ สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริงผ่านนโยบายที่ต่อเนื่อง การเข้าถึงโอกาสอย่างทั่วถึง และการสนับสนุนผู้ประกอบการทุกระดับ เพราะอนาคตเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้อย่างแข็งแรงก็ต่อเมื่อทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง
ข้อคิดส่งท้าย: จุดแข็งของประเทศไทยจะกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ได้ เมื่อภาครัฐและเอกชนร่วมกันลงทุนกับคน เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างจริงจัง การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ไทยกำหนดอนาคตของตัวเองได้มากขึ้น
ที่มา – นายกฯ ชูวิสัยทัศน์พลิกจุดแข็งประเทศ สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
