บทเรียนจาก ‘ไอ้ป๋อง’ กรมคุมประพฤติอุดช่องโหว่
จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจากกรณีของนายฑณา หรือ ‘ไอ้ป๋อง’ ผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ที่เพิ่งพ้นโทษออกมาไม่นาน แต่กลับไปก่อเหตุซ้ำอย่างโหดเหี้ยม ทำให้เกิดคำถามตัวโตๆ เกี่ยวกับมาตรการดูแลสังคม บทเรียนจาก ‘ไอ้ป๋อง’ กรมคุมประพฤติอุดช่องโหว่ จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งจัดการ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม
บทเรียนจาก ‘ไอ้ป๋อง’ กรมคุมประพฤติอุดช่องโหว่ เพิ่มความเข้มงวด
ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องขังที่พ้นโทษและอยู่ภายใต้คำสั่งศาลให้เฝ้าระวังกว่า 4,333 ราย แม้จะมีกฎหมาย JSOC แต่เคสของนายป๋องสะท้อนให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างการรายงานตัวนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก การปล่อยให้ผู้กระทำผิดรุนแรงออกสู่สังคมโดยไม่มีการติดตามที่ใกล้ชิดเพียงพอ อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมได้อีก
เจาะลึกมาตรการเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ 4.3 พันราย
กรมคุมประพฤติไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้เริ่มบูรณาการความร่วมมือร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เพื่อจัดตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดและอำเภอ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้:
- การสำรวจรายบุคคล: ติดตามพฤติกรรม อาชีพ และความเสี่ยงในการก่อเหตุซ้ำ
- การประเมินรอบด้าน: วิเคราะห์ประวัติครอบครัว สภาพจิตใจ และพฤติการณ์ในอดีต
- การคัดแยกกลุ่มเฝ้าระวัง: แบ่งสีความเสี่ยงเพื่อกำหนดระดับความเข้มข้นในการดูแล
เพื่อให้ บทเรียนจาก ‘ไอ้ป๋อง’ กรมคุมประพฤติอุดช่องโหว่ ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม ภายในปี 2569 กรมคุมประพฤติจะจัดกลุ่มผู้ต้องขังพ้นโทษออกเป็น 3 สี ได้แก่ กลุ่มสีแดง (เฝ้าระวังพิเศษ) สีส้ม (เฝ้าระวังพอสมควร) และสีเหลือง (เฝ้าระวังปกติ) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในแต่ละพื้นที่ดูแลได้ตรงจุดและแม่นยำที่สุด
ในมุมมองของสังคม มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่การเพิ่มโทษผู้พ้นโทษ แต่คือการสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้คนบริสุทธิ์ การสร้างความเชื่อมั่นคืนสู่สังคมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และเราหวังว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะช่วยลดอัตราการทำผิดซ้ำลงได้จริง ไม่ใช่แค่มาตรการบนกระดาษ
ที่มา – บทเรียนจาก ‘ไอ้ป๋อง’ กรมคุมประพฤติอุดช่องโหว่ สั่งเฝ้าระวังหลังนักโทษพ้นคุก 4.3 พันราย