ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์กันในแวดวงการเมือง สำหรับกรณีของวาทกรรมที่เรียกขานกันว่าระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นระบอบการปกครองหลักที่คนไทยยึดถือและปลูกฝังกันมาอย่างยาวนาน
ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การออกมาเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้านในครั้งนี้ที่เชื่อมโยงเรื่องระบอบสีน้ำเงินเข้ากับพรรคการเมืองฝั่งรัฐบาล ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยในสังคมว่าแท้จริงแล้วคำนิยามนี้หมายถึงอะไรกันแน่ ? นายทรงศักดิ์ได้ย้ำให้เห็นว่า ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เท่านั้น และเราไม่สามารถห้ามความคิดของใครได้ แต่การใช้วาทกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจผิดหรือแบ่งแยกผู้คนไม่ใช่วิธีการที่สร้างสรรค์
เหตุผลที่ต้องยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การชี้แจงในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เคลียร์ข้อสงสัย แต่ยังเป็นการตอกย้ำจุดยืนของรัฐบาลว่าไม่มีความจำเป็นต้องไปชี้แจงกับพรรคการเมืองใดๆ ในเรื่องที่บิดเบือนข้อเท็จจริง โดยนายทรงศักดิ์ได้ระบุถึงเหตุผลสำคัญที่คนไทยควรหันกลับมามองความจริง ดังนี้:
- ประเทศเราปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาอย่างมั่นคง
- ความสงบสุขของบ้านเมืองคือสิ่งที่ทุกคนควรร่วมกันรักษาไว้
- การใช้วาทกรรมโจมตีกันเพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองอาจส่งผลต่อความแตกแยกภายในชาติได้
ท้ายที่สุดแล้ว การจะให้ใครมาเปลี่ยนนิยามการปกครองของประเทศด้วยวาทกรรมสีต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้ เมื่อพิจารณาจากบริบทความสัมพันธ์ของคนในชาติ สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือการก้าวข้ามการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และหันมาช่วยกันดูแลให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น ภายใต้กติกาสูงสุดของประเทศที่เรารักกันเถิดครับ