พร้อมเพย์พุ่ง 54 ล้านล้านบาท มากกว่า 2 เท่าจีดีพีไทย

ตัวเลขธุรกรรมดิจิทัลของไทยกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพฤติกรรมการเงินของประชาชน โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ในปี 2568 มูลค่าธุรกรรมผ่านระบบพร้อมเพย์อยู่ที่ 54 ล้านล้านบาท หรือมากกว่า 2 เท่าของจีดีพีประเทศไทย ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติที่น่าสนใจเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าพร้อมเพย์ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบการชำระเงินไทย

ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้งานพร้อมเพย์มากกว่า 83 ล้านราย ครอบคลุมทั้งประชาชน ร้านค้าขนาดเล็ก ผู้ประกอบการ และหน่วยงานต่าง ๆ จุดเด่นของระบบคือการโอนเงินได้อย่างรวดเร็ว สะดวก และมีค่าธรรมเนียมต่ำ โดยการโอนเงินสูงสุด 2 ล้านบาทสามารถทำได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมตามเงื่อนไขของธนาคาร ระบบดังกล่าวจึงช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล

พร้อมเพย์พุ่ง 54 ล้านล้านบาท มากกว่า 2 เท่าจีดีพีไทย

การที่ พร้อมเพย์พุ่ง 54 ล้านล้านบาท มากกว่า 2 เท่าจีดีพีไทย สะท้อนว่าการชำระเงินแบบดิจิทัลเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินระหว่างบุคคล การรับเงินจากภาครัฐ การจ่ายค่าสินค้าและบริการ หรือการทำธุรกรรมของธุรกิจขนาดเล็ก ความสะดวกจากการใช้หมายเลขโทรศัพท์ เลขประจำตัวประชาชน หรือเลขบัญชีธนาคาร ช่วยให้การโอนเงินทำได้ง่ายกว่าระบบเดิม

ทำไมพร้อมเพย์พุ่ง 54 ล้านล้านบาท มากกว่า 2 เท่าจีดีพีไทยจึงสำคัญ

ความสำเร็จของพร้อมเพย์มีความหมายมากกว่าการเพิ่มขึ้นของยอดธุรกรรม เพราะระบบนี้ช่วยสร้างเครือข่ายการเงินที่เชื่อมโยงผู้ใช้งานจำนวนมากเข้าด้วยกัน เมื่อประชาชนสามารถโอนและรับเงินได้ทันที ร้านค้าก็มีทางเลือกในการรับชำระเงินมากขึ้น ขณะเดียวกันธุรกิจสามารถลดต้นทุนการจัดการเงินสด ลดเวลาในการตรวจสอบยอด และวางแผนกระแสเงินสดได้แม่นยำกว่าเดิม

นอกจากนี้ ระบบชำระเงินดิจิทัลยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงบริการทางการเงินในรูปแบบอื่น เช่น สินเชื่อ บัญชีธุรกิจ และเครื่องมือบริหารจัดการรายรับรายจ่าย ข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบอาจช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการที่มีประวัติเครดิตจำกัดได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลไปใช้ต้องอยู่ภายใต้หลักความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และความยินยอมของเจ้าของข้อมูล

AI และการเงินดิจิทัลช่วยต่อยอดระบบชำระเงิน

ในเวทีเสวนาระดับนานาชาติ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงภาคการเงิน AI สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก ประเมินความเสี่ยงด้านสินเชื่อ ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ และทำให้กระบวนการบริการลูกค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น หากนำมาใช้ร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่มีอยู่ ก็อาจช่วยให้บริการทางการเงินมีความรวดเร็วและเข้าถึงคนกลุ่มต่าง ๆ ได้กว้างขึ้น

เทคโนโลยี Tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล ก็เป็นอีกแนวทางที่อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินข้ามพรมแดน รวมถึงการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ แต่การพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้จำเป็นต้องดำเนินไปพร้อมกับการกำกับดูแลที่รอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ความสะดวกกลายเป็นช่องทางของความเสี่ยงรูปแบบใหม่

ความเสี่ยงจากการฉ้อโกงและภัยไซเบอร์

แม้การเติบโตของธุรกรรมดิจิทัลจะสร้างประโยชน์มากมาย แต่ความรวดเร็วและขนาดของระบบก็ทำให้ภัยคุกคามแพร่กระจายได้เร็วขึ้นเช่นกัน การหลอกให้เปิดเผยรหัสผ่าน การปลอมแปลงตัวตน การใช้บัญชีม้า และการโจมตีทางไซเบอร์อาจสร้างความเสียหายต่อประชาชนและสถาบันการเงินในเวลาอันสั้น ผู้ใช้งานจึงควรตรวจสอบชื่อบัญชีและรายละเอียดผู้รับเงินก่อนโอนทุกครั้ง รวมถึงไม่เปิดเผยรหัสผ่าน รหัส OTP หรือลิงก์สำคัญให้บุคคลอื่น

ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับกรอบนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ ธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง และเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสมและยั่งยืน หลักการทั้งสามช่วยให้การพัฒนานวัตกรรมเกิดขึ้นได้โดยไม่ละเลยการคุ้มครองผู้บริโภคและเสถียรภาพของระบบการเงิน

  • เทคโนโลยีที่มั่นคง: ระบบต้องมีความปลอดภัย รองรับการใช้งานจำนวนมาก และพร้อมรับมือเหตุขัดข้อง
  • ธรรมาภิบาลที่ดี: หน่วยงานและผู้ให้บริการต้องมีความรับผิดชอบ ตรวจสอบได้ และคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้งาน
  • เศรษฐศาสตร์ที่ยั่งยืน: นวัตกรรมควรสร้างประโยชน์ในระยะยาวและไม่เพิ่มความเปราะบางให้ระบบการเงิน

อีกประเด็นสำคัญคือ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services หรือกรอบแนวทางกรุงเทพฯ เพื่อระบบบริการทางการเงินที่ทนทานต่อการฉ้อโกง กรอบนี้มุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศผ่าน 5 เสาหลัก ได้แก่ การป้องกัน การตรวจจับ การตอบสนอง การแลกเปลี่ยนข้อมูล และความรับผิดชอบ เพราะการฉ้อโกงทางดิจิทัลมักเกิดขึ้นข้ามพรมแดน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยข้อมูลและมาตรการร่วมกัน

โดยสรุป พร้อมเพย์พุ่ง 54 ล้านล้านบาท มากกว่า 2 เท่าจีดีพีไทย คือภาพสะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดเศรษฐกิจดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานทุกคนควรเพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย ขณะที่ภาครัฐและผู้ให้บริการต้องร่วมกันพัฒนาระบบให้สะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง หากทุกฝ่ายเดินหน้าไปพร้อมกัน ไทยก็มีโอกาสสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่เติบโตอย่างมั่นคงและเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่

ที่มา – ผู้ว่าฯ ธปท.โชว์คนไทยใช้พร้อมเพย์พุ่ง 54 ล้านล้าน มากกว่า 2 เท่าของจีดีพีไทย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *