พิพัฒน์ ซัดไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ค้านโครงการใหญ่
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับสถานการณ์การคัดค้านโครงการของรัฐบาล โดยระบุว่า พิพัฒน์ ซัดไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ค้านโครงการใหญ่ จนบางครั้งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พิพัฒน์ ซัดไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ค้านโครงการใหญ่
นายพิพัฒน์กล่าวถึงกรณีการต้านโครงการท่าเรือน้ำลึก อ.จะนะ จ.สงขลา ว่าทุกโครงการที่รัฐบาลผลักดันล้วนตั้งอยู่บนฐานของเหตุผลและการศึกษา หากฝ่ายค้านหรือกลุ่มผู้ประท้วงจะคัดค้าน ก็ควรมีเหตุผลรองรับที่ชัดเจนว่าส่งผลดีหรือผลเสียอย่างไร ไม่ใช่การคัดค้านเพียงเพราะความต้องการส่วนตัว ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า พิพัฒน์ ซัดไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ค้านโครงการใหญ่ อยู่บ่อยครั้ง ทำให้หลายโครงการที่ควรจะเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมต้องสะดุดลง
เหตุผลเบื้องหลังการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ
รองนายกฯ ยังได้อธิบายเพิ่มเติมถึงความจำเป็นในการรื้อฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะว่า ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่เป็นการสานต่อสิ่งที่เคยผ่านการอนุมัติจาก ครม. มาแล้ว โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ลูกหลานในพื้นที่ได้มีงานทำใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางไกล นอกจากนี้ การย้ายท่าเรือไปยัง อ.จะนะ ก็เนื่องมาจากข้อจำกัดของพื้นที่เดิมที่หัวเขาแดงซึ่งไม่สามารถขยายได้อีกต่อไป
- พื้นที่หัวเขาแดงเต็มความจุ ไม่สามารถรองรับการขยายตัวได้
- ปัญหาความลึกของน้ำทะเลที่ไม่เพียงพอต่อเรือขนาดใหญ่
- ความต้องการยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ให้คนในพื้นที่ได้ประโยชน์
ในส่วนของประเด็นการชุมนุมที่โซเชียลมีเดียกำลังปลุกปั่น นายพิพัฒน์ได้ฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมว่า หากต้องการมาประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาลก็สามารถทำได้ แต่ควรตั้งคำถามกับตัวเองว่ามาด้วยเหตุผลอะไร ในเมื่อโครงการที่เป็นข้อพิพาทหลายอย่างได้ถูกระงับไปแล้ว การมานั่งประท้วงเพื่อให้ได้รับแดดในกรุงเทพฯ อาจไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
บทเรียนในครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจที่ตรงกันมากกว่าการตั้งแง่คัดค้านเพียงอย่างเดียว หวังว่าทุกฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันและมองถึงประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ก่อนที่จะสายเกินไป