พิษภัยซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินมาตรฐาน กระทบสุขภาพ-ส่งออก

ประเด็น พิษภัยซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินมาตรฐาน กระทบสุขภาพ-ส่งออก กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังมีรายงานลำไยไทยบางส่วนถูกตีกลับจากจีน เนื่องจากตรวจพบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างเกินเกณฑ์ที่กำหนด เหตุการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าลำไยไทยทั้งหมดไม่มีคุณภาพ หรือจีนยุติการนำเข้าลำไยจากไทย แต่สะท้อนให้เห็นว่าการควบคุมสารเคมีหลังการเก็บเกี่ยวมีความสำคัญต่อทั้งความปลอดภัยของผู้บริโภคและความเชื่อมั่นของตลาดต่างประเทศ

ซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นสารที่ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อช่วยยับยั้งการเกิดออกซิเดชัน ชะลอการเปลี่ยนสี ลดการเกิดสีน้ำตาล และยับยั้งจุลินทรีย์บางชนิด สำหรับลำไย สารดังกล่าวมักถูกใช้ในขั้นตอนรมผลไม้หลังการเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยรักษาสีเปลือกและคงสภาพสินค้าให้เหมาะกับการขนส่งระยะไกล อย่างไรก็ตาม การใช้ต้องอยู่ภายใต้สูตร ระยะเวลา และปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากควบคุมไม่ดีอาจทำให้มีสารตกค้างเกินมาตรฐาน

พิษภัยซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินมาตรฐาน กระทบสุขภาพ-ส่งออก

ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า จากโรงคัดบรรจุลำไยที่ส่งออกในช่วงดังกล่าวกว่า 30 แห่ง พบตู้ลำไยถูกส่งกลับจากจีน 6 ตู้ จาก 2 โรงคัดบรรจุ เนื่องจากมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินเกณฑ์ เหตุการณ์นี้จึงเป็นสัญญาณให้ผู้ประกอบการกลับมาตรวจสอบกระบวนการทำงานอย่างละเอียด ตั้งแต่การรับผลผลิต การรมสาร การระบายก๊าซ การจัดเก็บ ไปจนถึงการสุ่มตรวจสารตกค้างก่อนส่งออก

พิษภัยซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินมาตรฐานต่อผู้บริโภค

ผู้บริโภคทั่วไปอาจไม่ได้เกิดอาการเจ็บป่วยทันทีเมื่อรับประทานอาหารที่มีสารตกค้างเกินมาตรฐานเพียงครั้งเดียว เพราะผลกระทบขึ้นอยู่กับปริมาณสารที่ได้รับ ความถี่ในการบริโภค อายุ สุขภาพ และความไวเฉพาะบุคคล อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความไวต่อสารกลุ่มซัลไฟต์ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหืดบางราย อาจมีอาการหายใจมีเสียงหวีด แน่นหน้าอก ไอ หรือหายใจลำบากได้

ในกรณีที่ได้รับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์โดยตรงในระดับสูง เช่น ผู้ปฏิบัติงานในโรงคัดบรรจุหรือสถานที่รมผลไม้ อาจเกิดการระคายเคืองดวงตา จมูก ลำคอ และระบบทางเดินหายใจ อาการอาจรุนแรงขึ้นหากอยู่ในพื้นที่อับอากาศหรือไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม ดังนั้นโรงงานและโรงคัดบรรจุควรมีระบบระบายอากาศที่ดี กำหนดพื้นที่ควบคุม และอบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ

สำนักงานความปลอดภัยอาหารแห่งยุโรป หรือ EFSA เคยประเมินความเสี่ยงของซัลเฟอร์ไดออกไซด์และสารกลุ่มซัลไฟต์ในอาหาร โดยพบว่าผู้บริโภคบางกลุ่มที่ได้รับสารในปริมาณสูงอาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ขณะเดียวกันข้อมูลด้านพิษวิทยาบางส่วนยังมีข้อจำกัด การควบคุมการใช้สารตามหลักวิชาการและการตรวจสอบสารตกค้างจึงเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยง

มาตรฐานและแนวทางควบคุมสารตกค้าง

สำหรับลำไยสดที่ส่งออกไปจีน ข้อกำหนดที่หน่วยงานไทยเผยแพร่ระบุให้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในเนื้อลำไยไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ผู้ประกอบการจึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าสินค้าผ่านเกณฑ์ก่อนออกใบรับรองและจัดส่งไปยังคู่ค้า การตรวจเฉพาะเปลือกอาจไม่เพียงพอ เพราะควรพิจารณาการตกค้างในเนื้อผลตามวิธีวิเคราะห์ที่กำหนดด้วย

สิ่งที่โรงคัดบรรจุควรดำเนินการมีหลายด้าน ได้แก่

  • กำหนดสูตรและระยะเวลาการรมให้เหมาะกับชนิด ขนาด และความสุกของลำไย
  • ตรวจสอบเครื่องมือวัดและอุปกรณ์รมให้ทำงานได้ตามมาตรฐาน
  • จัดให้มีการระบายก๊าซหลังรมอย่างเพียงพอก่อนบรรจุสินค้า
  • สุ่มตรวจสารตกค้างในเนื้อผลอย่างต่อเนื่องและเก็บหลักฐานผลตรวจ
  • จัดทำบันทึกทุกขั้นตอนเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
  • อบรมพนักงานเรื่องความปลอดภัยในการใช้สารเคมีและการป้องกันอันตราย

การลดปัญหาไม่ควรเน้นเพียงการลดปริมาณก๊าซ แต่ต้องออกแบบระบบควบคุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เกษตรกร ผู้รวบรวม โรงคัดบรรจุ ห้องปฏิบัติการ และหน่วยงานรัฐควรแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างเป็นระบบ หากพบค่าผิดปกติควรหยุดกระบวนการ ตรวจหาสาเหตุ และแก้ไขก่อนสินค้าถูกส่งออก

ในมุมของตลาด การถูกตีกลับแม้เพียงไม่กี่ตู้สามารถสร้างต้นทุนเพิ่มเติมให้ผู้ส่งออก ทั้งค่าขนส่ง ค่าตรวจสอบ ค่าเก็บรักษา และค่าเสียโอกาสทางการค้า ที่สำคัญคืออาจกระทบความเชื่อมั่นของคู่ค้า หากเกิดซ้ำหลายครั้ง ผู้ซื้ออาจเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสินค้า หรือหันไปเลือกซื้อจากแหล่งอื่น ซึ่งท้ายที่สุดอาจส่งผลต่อราคาที่เกษตรกรได้รับ

ภาครัฐจึงควรเดินหน้ากำกับดูแลโรงคัดบรรจุอย่างต่อเนื่อง ถ่ายทอดเทคโนโลยีการรมที่แม่นยำ สนับสนุนห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน และสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจน การสื่อสารที่ถูกต้องจะช่วยให้สังคมเข้าใจว่า การพบสารเกินมาตรฐานไม่ใช่หลักฐานว่าผู้บริโภคทุกคนจะได้รับอันตรายทันที แต่เป็นสัญญาณว่ากระบวนการผลิตล็อตนั้นต้องได้รับการตรวจสอบและจัดการอย่างจริงจัง

บทเรียนจากกรณีนี้คือ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไม่จำเป็นต้องถูกมองว่าเป็นสารที่ห้ามใช้โดยสิ้นเชิง เพราะยังมีประโยชน์ในการรักษาคุณภาพผลไม้ แต่ต้องใช้ตามหลักวิชาการ มีผู้รับผิดชอบชัดเจน และตรวจสอบสารตกค้างทุกขั้นตอน ผู้บริโภคเองควรเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ขณะที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากกว่าการลดต้นทุนระยะสั้น

หากทุกฝ่ายร่วมกันยกระดับมาตรฐานอย่างจริงจัง ลำไยไทยจะยังคงรักษาคุณภาพและความน่าเชื่อถือในตลาดโลกได้ ความปลอดภัยของผู้บริโภคกับความแข็งแกร่งของตลาดส่งออกจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน

ที่มา – เปิดพิษภัย “ซัลเฟอร์ไดออกไซด์” เกินมาตรฐาน กระทบสุขภาพ-สะเทือนตลาดส่งออก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *