‘ภูมิธรรม’ ลั่น! กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ฟ้องอาเซียน
เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 7 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปสมัยวิสามัญ (GBC) ว่า ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่สามารถพูดคุยและเห็นพ้องร่วมกันในข้อตกลงที่มีการหารือกันในที่ประชุม ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่หากมีความจริงใจจริงจังในการปฏิบัติเรื่องนี้ให้สำเร็จลุล่วงก็ให้การหยุดยิงนั้นสามารถเกิดผลโดยสมบูรณ์ได้ รวมถึงเรื่องต่างๆก็จะเป็นไปตามข้อตกลง
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การที่นายภูมิธรรมกล่าวถึงกรณีที่อาจเกิดขึ้น หาก ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลง โดยระบุว่ามีกลไกที่จะรองรับสถานการณ์ดังกล่าวอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เมื่อถามว่า หากมีการละเมิดข้อตกลงจะมีกลไกใดรองรับหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ทั้งหมดนี้มีกระบวนการรองรับ แม่ทัพทั้งสองฝ่ายจะต้องมีการพูดคุยกัน ซึ่งจะมีผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำประเทศไทยและผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำประเทศกัมพูชา และผู้ช่วยทูตทหารของมาเลเซียสังเกตการณ์และดูแลครั้งนี้ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องเกิด ถ้าไม่เกิดอาเซียนก็ต้องเข้ามาช่วยเป็นพยานให้ เป็นเรื่องที่กฎหมายระหว่างประเทศจะดำเนินการ
การมีส่วนร่วมของอาเซียนในการเป็นพยานถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการแก้ไขปัญหา หากเกิดกรณีพิพาทขึ้นจริง การที่อาเซียนเข้ามามีบทบาทจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทั้งสองฝ่ายว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาจะเป็นไปตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ
เมื่อถามต่อว่าจะต้องมีการทบทวน เพื่อยกเลิก MOU43 หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน MOU43ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อันนี้เป็นเรื่องของการหยุดยิงเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลายจนมีการปะทะกัน ฉะนั้น MOU43 เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าจะคุยเรื่องนี้ต้องไปคุยอีกระดับหนึ่งตามกฎหมายทั้งหมด.
‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลง ฟ้องอาเซียนเป็นพยาน
จากคำแถลงของนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนกับประเทศกัมพูชาอย่างสันติวิธี โดยให้ความสำคัญกับการเจรจาและความร่วมมือภายใต้กรอบข้อตกลงที่มีอยู่
กลไกรับมือหาก ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลง
นายภูมิธรรมได้เน้นย้ำถึงกลไกที่จะถูกนำมาใช้หาก ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลง ซึ่งประกอบด้วย:
- การพูดคุยโดยตรงระหว่างแม่ทัพของทั้งสองฝ่าย
- การสังเกตการณ์และดูแลโดยผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำประเทศไทยและประเทศกัมพูชา รวมถึงผู้ช่วยทูตทหารของมาเลเซีย
- การเข้ามาเป็นพยานของอาเซียน หากกลไกข้างต้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
กลไกเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลไทยในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ การที่นายภูมิธรรมได้กล่าวถึง MOU43 ที่เป็นคนละส่วนกับข้อตกลงหยุดยิง แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและความชัดเจนของรัฐบาลไทยในการแยกแยะประเด็นต่างๆ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและการดำเนินการตามกลไกที่ได้ตกลงกันไว้ หาก ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลง จริง การมีส่วนร่วมของอาเซียนจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการเจรจาและการรักษาสัญญาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต
การแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีเป็นแนวทางที่ควรได้รับการสนับสนุนและส่งเสริม เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้ง แต่ยังเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศในระยะยาว
ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ ลั่น ‘กัมพูชา’ละเมิดข้อตกลง ฟ้องอาเซียนเป็นพยาน