ภูมิใจไทยเสนอแก้ข้อบังคับการประชุมสภาฯ

ประเด็นการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรกำลังได้รับความสนใจ หลังพรรคภูมิใจไทยเสนอร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับกติกาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และช่วยให้การทำงานของสภาและคณะกรรมาธิการมีความคล่องตัวมากขึ้น ข้อเสนอนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะอาจเปลี่ยนวิธีการเลือกประธานและรองประธานคณะกรรมาธิการ รวมถึงหลักเกณฑ์การทำงานในหลายด้าน

ภูมิใจไทยเสนอแก้ข้อบังคับการประชุมสภาฯ

รายงานข่าวระบุว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 11 พฤศจิกายน มีวาระสำคัญเกี่ยวกับร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้เสนอ พรรคมองว่าข้อบังคับเดิมบางส่วนอาจไม่รองรับปัญหาและรูปแบบการทำงานของสภาในปัจจุบัน จึงต้องการปรับรายละเอียดให้เหมาะสมและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ภูมิใจไทยเสนอแก้ข้อบังคับการประชุมสภาฯ เพื่อปรับระบบคณะกรรมาธิการ

หนึ่งในสาระสำคัญคือการเปิดทางให้ที่ประชุมสภาสามารถพิจารณาเพิ่มหรือลดจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญได้ตามความเหมาะสมกับเหตุการณ์ จากเดิมที่กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการสามัญจำนวน 35 คณะ การแก้ไขลักษณะนี้อาจช่วยให้สภาสามารถจัดโครงสร้างการทำงานให้สอดคล้องกับภารกิจและปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอปรับหลักเกณฑ์การเรียกเอกสารหรือบุคคลมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด และจัดทำเป็นหนังสือพร้อมลายมือชื่อประธานคณะกรรมาธิการ หากบุคคลที่ถูกเรียกเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประธานคณะกรรมาธิการจะต้องแจ้งให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้บังคับบัญชาหน่วยงานรับทราบด้วย

สาระสำคัญของร่างแก้ไขข้อบังคับ

  • ปรับจำนวนคณะกรรมาธิการ: เปิดให้สภาทบทวนจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์
  • เพิ่มขั้นตอนการเรียกบุคคลชี้แจง: ต้องมีมติจากคณะกรรมาธิการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และมีหนังสืออย่างเป็นทางการ
  • เปลี่ยนวิธีเลือกประธานกรรมาธิการ: หากเสนอชื่อเพียงคนเดียว ให้ถือว่าได้รับเลือก แต่หากมีหลายชื่อให้ลงคะแนนลับ
  • กำหนดเงื่อนไขการประชุมลับ: นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือกรรมาธิการเกินกว่ากึ่งหนึ่งสามารถร้องขอให้ประชุมลับได้
  • วางหลักเกณฑ์การถ่ายทอดสด: การถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการต้องได้รับมติเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่ง
  • กำหนดการตอบกระทู้ถาม: นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีควรเข้าร่วมตอบกระทู้ด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นและทำหนังสือขอเลื่อนหรือมอบหมายผู้แทน

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการเลือกประธานหรือรองประธานคณะกรรมาธิการ หากมีผู้ได้รับการเสนอชื่อเพียงคนเดียว บุคคลนั้นจะได้รับเลือกโดยไม่ต้องลงคะแนนเพิ่มเติม แต่หากมีหลายคน จะใช้การลงคะแนนลับและให้ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ชนะ หากคะแนนเท่ากันจะลงคะแนนใหม่ และหากยังเสมอกันอีก จะใช้วิธีจับสลาก

แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากหลักเกณฑ์เดิมที่กำหนดตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการตามสัดส่วนจำนวนสมาชิกของแต่ละพรรคการเมืองในสภา จึงมีทั้งฝ่ายที่มองว่าเป็นการทำให้การตัดสินใจรวดเร็วขึ้น และฝ่ายที่กังวลว่าเสียงข้างมากอาจมีอิทธิพลต่อการจัดสรรตำแหน่งมากเกินไป

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือการกำหนดให้การประชุมสภาเป็นไปโดยเปิดเผยเป็นหลัก เว้นแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือกรรมาธิการจำนวนมากกว่ากึ่งหนึ่งจะร้องขอให้ประชุมลับ ในกรณีประชุมลับ ผู้เข้าฟังต้องเป็นผู้เกี่ยวข้องและได้รับอนุญาตจากประธานที่ประชุม แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความชัดเจนด้านความโปร่งใสและกำหนดขอบเขตของผู้ที่สามารถเข้าร่วมรับฟังการประชุมได้

ส่วนการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการ ร่างแก้ไขเสนอให้ต้องมีมติเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมาธิการทั้งหมดก่อน จึงจะสามารถถ่ายทอดสดได้ หลักเกณฑ์นี้อาจช่วยให้แต่ละคณะมีอำนาจกำหนดรูปแบบการเผยแพร่ข้อมูลให้เหมาะสมกับเนื้อหาการประชุม แต่ในอีกมุมหนึ่ง ประชาชนอาจต้องติดตามว่าการใช้ดุลยพินิจดังกล่าวจะทำให้การตรวจสอบการทำงานของกรรมาธิการลดลงหรือไม่

สำหรับการตอบกระทู้ถาม มีการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ถูกตั้งกระทู้ต้องเข้าร่วมประชุมเพื่อตอบด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยสามารถขอเลื่อนการตอบหรือมอบหมายให้รัฐมนตรีคนอื่นมาตอบแทนได้ การดำเนินการต้องทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธานสภาก่อนหรือในวันประชุม และอาจยื่นผ่านสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศตามระเบียบที่สภากำหนด

ภาพรวมของข้อเสนอจากพรรคภูมิใจไทยสะท้อนความพยายามปรับกติกาการทำงานของรัฐสภาให้ทันกับสภาพการเมืองและภารกิจที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดในชั้นพิจารณา การรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมืองต่าง ๆ และการกำหนดกลไกป้องกันไม่ให้เสียงข้างมากถูกใช้เพื่อจำกัดบทบาทของเสียงข้างน้อย

ประชาชนจึงควรติดตามการพิจารณาร่างแก้ไขอย่างใกล้ชิด เพราะข้อบังคับการประชุมสภาฯ ไม่ได้เป็นเพียงกติกาภายในเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความโปร่งใส การตรวจสอบรัฐบาล และการทำงานของคณะกรรมาธิการโดยตรง หากปรับได้สมดุล ก็อาจช่วยให้สภาทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นโดยยังรักษาหลักการตรวจสอบไว้ได้

โดยสรุป ภูมิใจไทยเสนอแก้ข้อบังคับการประชุมสภาฯ ในหลายประเด็น ตั้งแต่จำนวนคณะกรรมาธิการ วิธีเลือกประธาน การเรียกบุคคลชี้แจง การประชุมลับ การถ่ายทอดสด ไปจนถึงการตอบกระทู้ถาม ทิศทางต่อจากนี้จึงควรจับตาว่าสภาจะปรับเนื้อหาอย่างไร และจะวางหลักประกันแบบใดให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม ความเห็นของประชาชนและการตรวจสอบอย่างรอบด้านจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้กติกาใหม่ตอบโจทย์การเมืองไทยได้จริง

ที่มา – ไปให้สุด! ‘ภท.’ชงแก้ข้อบังคับการประชุมสภาฯ จ่อใช้เสียงข้างมากยึดเรียบ ‘ปธ.กมธ.’ทุกคณะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *