ยธ. รับคำร้องส่ง DSI ฟัน 8 ราย ปมรหัสบัตรเลือกตั้ง
กระทรวงยุติธรรมรับเรื่องร้องเรียน ขอให้ส่งต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI พิจารณาดำเนินคดีกับบุคคล 8 ราย ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการ นักการเมือง ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี สื่อมวลชน และผู้เกี่ยวข้องในแวดวงการเลือกตั้ง โดยประเด็นสำคัญของคำร้องคือการเปรียบเทียบรหัสบาร์โค้ดและรหัส QR Code บนบัตรเลือกตั้ง จนผู้ร้องเห็นว่าอาจเข้าข่ายความผิดหลายข้อหา
เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความลับของบัตรเลือกตั้ง สิทธิของประชาชน และความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเป็นเพียงขั้นตอนการรับคำร้องและตรวจสอบข้อเท็จจริง การกล่าวหายังไม่ถือเป็นข้อยุติว่าบุคคลทั้ง 8 รายกระทำความผิดจริง ทุกฝ่ายจึงควรได้รับความเป็นธรรมและมีโอกาสชี้แจงตามกระบวนการกฎหมาย
ยธ. รับคำร้องส่ง DSI ฟัน 8 ราย ปมรหัสบัตรเลือกตั้ง
รายงานระบุว่า มีผู้ยื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ DSI ตรวจสอบและพิจารณาดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โดมคลาวด์ จำกัด นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือครูชัย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพสำนักข่าว Spacebar รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น
ผู้ร้องกล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลของเอกสารที่มีลักษณะเป็นความลับ รวมถึงการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความสับสนหรือความวุ่นวาย โดยมีการอ้างถึงประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา รวมถึงมาตรา 83 มาตรา 116 มาตรา 209 และมาตรา 322 ตลอดจนพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ข้อกล่าวหาเรื่องรหัสบัตรเลือกตั้งยังต้องตรวจสอบ
สาระสำคัญในคำร้องระบุว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 นายธรรมธีร์กับบุคคลอื่นอาจมีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งใหม่ของหน่วยเลือกตั้งแห่งหนึ่งในเขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ยังถูกกล่าวหาว่ามีความพยายามตรวจสอบหรือถอดรหัสบาร์โค้ดและ QR Code ที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ
ผู้ร้องมองว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจนำไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลกับผู้มาใช้สิทธิว่าเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด รวมถึงอาจมีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างต่อเนื่องจนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้จำเป็นต้องอาศัยการตรวจสอบทางเทคนิคและพยานหลักฐานอย่างละเอียด เพราะการมีรหัสบนบัตรเลือกตั้งไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าจะสามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนได้
ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการใช้บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง โดยเห็นว่าการใช้งานดังกล่าวไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามประเด็นที่ถูกร้อง และไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่หน่วยงานสอบสวนจะต้องนำไปประกอบการพิจารณา แต่ยังต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างข้อกฎหมายเกี่ยวกับรูปแบบบัตรเลือกตั้งกับพฤติการณ์ของบุคคลแต่ละราย
ยธ. รับคำร้องส่ง DSI ฟัน 8 ราย ต้องยึดหลักเป็นธรรม
แม้คำร้องจะใช้ถ้อยคำรุนแรงและอ้างถึงความผิดหลายมาตรา แต่การดำเนินคดีจะต้องเริ่มจากการรวบรวมข้อเท็จจริง ตรวจสอบเอกสาร ดิจิทัลไฟล์ ภาพถ่าย เส้นทางข้อมูล และพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่รับผิดชอบจำเป็นต้องพิจารณาว่าการกระทำใดเกิดขึ้นจริง ใครเป็นผู้ดำเนินการ มีเจตนาอย่างไร และข้อมูลที่ถูกเผยแพร่สามารถเชื่อมโยงไปถึงตัวบุคคลหรือผลการลงคะแนนได้จริงหรือไม่
- ตรวจสอบว่าข้อมูลหรือรหัสบนบัตรเลือกตั้งเป็นข้อมูลลับในระดับใด
- ตรวจสอบวิธีการถ่ายภาพ เก็บข้อมูล และวิเคราะห์รหัสอย่างละเอียด
- แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นหรือการวิจารณ์โดยสุจริต
- เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงอย่างครบถ้วน
- เผยแพร่ผลการตรวจสอบเท่าที่ไม่กระทบต่อรูปคดีและสิทธิของประชาชน
นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเคยมอบหมายให้รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามในประเด็นเดียวกันแล้ว จึงอาจมีการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อป้องกันการทำงานซ้ำซ้อนและทำให้การตรวจสอบเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ล่าสุด นายสุรไกร นวลศิริ หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีและผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับเรื่องแทนปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยกระทรวงจะพิจารณาส่งเรื่องให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมและ DSI ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ พร้อมย้ำถึงความรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
มุมมองที่น่าสนใจของกรณีนี้คือ สังคมควรติดตามข้อมูลจากเอกสารและผลสอบอย่างเป็นทางการ ไม่ด่วนสรุปจากกระแสข่าวหรือข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ เพราะคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและความมั่นคงมีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในวงกว้าง การตรวจสอบที่โปร่งใสและการเคารพสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาจะช่วยให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างรอบด้านมากที่สุด