ย้อนอดีต ‘เขมร’ ลืมทุกอย่างที่ไทยเคยมอบให้ จากคนหนีตายสู่คนหันปากกระบอกปืนกลับมา
ย้อนอดีตแห่งความเมตตา เขมรจากผู้ลี้ภัยสู่ผู้ลืมพระคุณไทย
เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 68 กองทัพภาคที่ 2 ได้มีการโพสต์ข้อความที่สะเทือนใจผู้คนทั่วประเทศ สะท้อนถึงการย้อนอดีตเมื่อ ‘เขมร’ ลืมทุกอย่างที่ไทยเคยมอบให้ จากคนหนีตายสู่การหันปากกระบอกปืนกลับมา
เมื่อชาวกัมพูชาหนีเขมรแดงสู่แผ่นดินไทย
ในช่วงปี ???… ในวันที่นรกมาเยือนกัมพูชาภายใต้การปกครองของเขมรแดง ชาวกัมพูชานับแสนนับล้านต่างหวุดหวิดหนีตายข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย ในสภาพที่หิวโหย เหนื่อยล้า และร่างกายใกล้หมดแรง แต่คนไทยไม่เคยปิดกั้นพวกเขา คนไทยเปิดประตูแห่งความเมตตา เปิดค่ายพักพิง เตรียมอาหาร และมอบทุกอย่างให้ผู้ลี้ภัยแก้ไขชีวิตอีกครั้ง
ประเทศไทยในขณะนั้นไม่ใช่แค่เพื่อนบ้าน แต่กลายเป็น ‘ที่พึ่งสุดท้าย’ ที่ชาวเขมรเลือกจะหวังพึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล องค์กรพัฒนาเอกชน หรือแม้กระทั่งชาวบ้านธรรมดาที่ยินดีแบ่งข้าวเพียงคำเดียวให้ผู้ลี้ภัยได้กินในวันนั้น
การอพยพที่ไร้แผนและความหวัง
การอพยพของชาวกัมพูชาเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี ??? จนถึงต้นยุค ??? หลายคนต้องเดินเท้าเต็มวันเต็มคืนกว่าจะถึงชายแดนไทย บางครั้งเดินไกลถึงร้อยกิโลเมตรจากในดินแดนเขมร โดยไม่มีเอกสาร เสบียงไม่เพียงพอ จุดหมายสุดท้ายมีเพียง ‘ผืนดินไทย’ ที่มีศักยภาพกว่าจะอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นบริเวณ อรัญประเทศ, ช่องจอม, กาบเชิง, ปราจีนบุรี หรือที่ศรีสะเกษ
ค่ายผู้ลี้ภัย: ดินแดนแห่งความหวังของชาวเขมร
ไทยได้ก่อตั้งค่ายพักพิงหลายแห่ง เพื่อรับมือกับคลื่นผู้ลี้ภัยที่ถาโถมจากเขมรแดง แม้จะต้องระมัดระวังด้วยสถานการณ์เปราะบาง แต่ก็ไม่ลังเลที่จะเสียสละ เช่น ค่ายคลองลึก (??/??/???) ค่ายเขาอีด่าง (??-??-???) รวมถึงค่ายอื่น ๆ ที่ช่วยสนับสนุนพวกเขาให้ฟื้นตัวจากความเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว
ด้วยความเมตตาของไทยเอง มีเด็กชาวกัมพูชาหลายพันเติบโตในค่ายพักพิงแห่งนี้ บางคนได้ศึกษาจากครูไทย รอดจากโรคภัยจากหมอไทย ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่ว่าจะที่แคนาดา อเมริกา หรือแม้แต่กลับไปประเทศของตนเองในวันที่สงบ
ไทยให้ความหวัง แต่เขมรให้แต่ลืม
เส้นทางแห่งความหวังจากความเมตตา กลับกลายเป็นความขื่นขมเมื่อเพียงแค่ไม่กี่สิบปีต่อมา ความเมตากลับถูกแทนด้วยการลืมว่าเคยได้รับ บ้างก็วิจารณ์ถึง ‘การหันกระบอกปืนกลับมา’ ต่อแผ่นดินที่เคยให้พวกเขารอดชีวิต แตกต่างจากอดีตที่ไทยเคยเป็น ‘ประเทศเพื่อนบ้านที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง’
ในวันนี้ เราต้องย้อนมองอดีตและตระหนักถึงคุณค่าของความเมตตาและความเห็นใจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เพราะแม้จะไม่มีใครบังคับให้ประเทศหนึ่งต้องให้ความช่วยเหลือ แต่เมื่อใครตอบแทนด้วยความลืมเลือน อาจทำให้นานาชาติมองภาพใหม่
นี่คือบทเรียนในประวัติศาสตร์ที่ตอกย้ำว่า การให้ไม่ควรทำลายหัวใจของผู้ให้ หากทุกคนยังต้องพึ่งพาอาศัยกัน แม้ในความขัดแย้ง…ไทยจะยังคงเป็นดินแดนแห่งความคิดดี และบทบาทของผู้ให้ ยังมีความหมายเสมอ
ที่มา – ย้อนอดีต ‘เขมร’ ลืมทุกอย่างที่ไทยเคยมอบให้ จากคนหนีตายสู่คนหันปากกระบอกปืนกลับมา