ฤดูเปลี่ยนผ่านแม่ทัพพลังงาน: จับตาเก้าอี้ใหญ่ ปตท.

วงการพลังงานไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ เมื่อหลายองค์กรเริ่มส่งต่อภารกิจจากผู้บริหารชุดเดิมไปสู่แม่ทัพคนใหม่ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการสลับตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมที่ต้องรับมือกับราคาพลังงาน ความมั่นคงทางพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล การลดการปล่อยคาร์บอน และการแข่งขันในตลาดโลก

ประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มบริษัท ปตท. โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของ ปตท. และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือโออาร์ ขณะที่กระทรวงพลังงานและบริษัทพลังงานรายใหญ่อื่น ๆ ก็มีการส่งต่อผู้นำเช่นกัน ภาพรวมทั้งหมดจึงกลายเป็น ฤดูเปลี่ยนผ่านแม่ทัพพลังงาน ที่อาจกำหนดทิศทางธุรกิจพลังงานไทยในอีกหลายปีข้างหน้า

ฤดูเปลี่ยนผ่านแม่ทัพพลังงาน กับโจทย์ใหม่ของไทย

การเปลี่ยนตัวผู้บริหารในช่วงเวลานี้เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานทั่วโลก ทั้งความต้องการใช้เชื้อเพลิงที่เปลี่ยนไป การเติบโตของพลังงานหมุนเวียน รถยนต์ไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ผู้บริหารคนใหม่จึงต้องมีมุมมองที่กว้างกว่าการบริหารธุรกิจแบบเดิม และต้องเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงทางพลังงานกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้

สำหรับกระทรวงพลังงาน การเข้ารับตำแหน่งของ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ซึ่งมีประสบการณ์จากหน่วยงานภาครัฐและการทำงานประสานกับฝ่ายนโยบาย ถูกมองว่าเป็นการนำคนนอกสายงานพลังงานเข้ามารับภารกิจสำคัญ โดยเฉพาะการปฏิรูปพลังงาน อย่างไรก็ตาม การขยับโครงสร้างพลังงานไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้บริโภค และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ฤดูเปลี่ยนผ่านแม่ทัพพลังงาน: จับตาผู้นำกลุ่ม ปตท.

ในกลุ่ม ปตท. มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหลายบริษัท เริ่มจาก คณิตา ศาศวัตายุ ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ปตท.สผ. โดยมีประสบการณ์ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมายาวนาน ภารกิจสำคัญคือการรักษาระดับการผลิตเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศ พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจในต่างประเทศและเตรียมองค์กรให้พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ปตท.สผ. ยังต้องให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ รวมถึงเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ตามกรอบเวลาที่องค์กรกำหนด ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่แค่การผลิตปิโตรเลียม แต่รวมถึงการวางตำแหน่งของบริษัทในโลกพลังงานยุคใหม่ด้วย

ด้าน ศิริเมธ ลี้ภากรณ์ รับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ IRPC ด้วยประสบการณ์กว่า 36 ปีในอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี เส้นทางการทำงานที่ครอบคลุมงานวิศวกรรม การวางแผนธุรกิจ การบริหารกลยุทธ์ และ Operational Excellence จะเป็นต้นทุนสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ต้องแข่งขันทั้งด้านราคา เทคโนโลยี และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ส่วน GPSC ได้ เชิดชัย บุญชูช่วย เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง โดยโจทย์หลักคือการต่อยอดธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการเดิมให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต

สองเก้าอี้ใหญ่ ปตท. กับคำถามเรื่องการเมือง

ตำแหน่งที่สังคมให้ความสนใจมากที่สุดคือประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. ซึ่งจะมีการสรรหาผู้บริหารคนใหม่แทนผู้ดำรงตำแหน่งเดิมที่ครบวาระ รวมถึงตำแหน่งซีอีโอของโออาร์ที่เตรียมเปลี่ยนแปลงตามวาระเกษียณอายุ

กระแสข่าวเรื่องการเมืองอาจเข้ามามีบทบาทในการแต่งตั้งทำให้เกิดคำถามด้านธรรมาภิบาลและความเป็นอิสระของกระบวนการคัดเลือก อย่างไรก็ตาม ข่าวหรือกระแสยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย สิ่งที่ควรพิจารณาคือคุณสมบัติ ประสบการณ์ วิสัยทัศน์ และความสามารถของผู้สมัครในการนำองค์กรขนาดใหญ่ผ่านความผันผวนของตลาดพลังงาน

ซีอีโอ ปตท. จำเป็นต้องมองภาพรวมของธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่น ปิโตรเคมี ไฟฟ้า การค้าปลีก และธุรกิจใหม่ ขณะที่ซีอีโอของโออาร์ต้องรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า และการปรับรูปแบบสถานีบริการให้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์และพลังงานในอนาคต

  • ความเชี่ยวชาญ: เข้าใจธุรกิจพลังงานและการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน
  • วิสัยทัศน์: สร้างสมดุลระหว่างธุรกิจเดิมกับการลงทุนในพลังงานสะอาด
  • ธรรมาภิบาล: ทำให้กระบวนการสรรหาโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • การปรับตัว: ใช้เทคโนโลยี AI และข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร

บางจากส่งต่อผู้นำ สะท้อนการแข่งขันที่เปลี่ยนไป

ฝั่งบางจากเตรียมส่งต่อเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทให้กับ บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ ผู้มีประสบการณ์ด้านโรงกลั่นและการตลาด การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้น่าสนใจ เพราะบางจากต้องบริหารทั้งธุรกิจพลังงานดั้งเดิมและการต่อยอดธุรกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสะอาด เทคโนโลยี การตลาดรูปแบบใหม่ และการตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภค

ด้วยพื้นฐานด้านวิศวกรรมเคมีและบริหารธุรกิจ รวมถึงประสบการณ์ในธุรกิจหลักของบริษัท บัณฑิตจึงต้องพิสูจน์ว่าการส่งต่อผู้นำภายในองค์กรสามารถสร้างความต่อเนื่องและเพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจได้มากเพียงใด

ท้ายที่สุดแล้ว ฤดูเปลี่ยนผ่านแม่ทัพพลังงาน ครั้งนี้ควรถูกประเมินจากผลงานและความสามารถมากกว่ากระแสข่าว การแต่งตั้งที่โปร่งใสจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ถือหุ้น พนักงาน คู่ค้า และประชาชน หากผู้นำชุดใหม่สามารถรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการลดคาร์บอนและสร้างธุรกิจใหม่ได้ ก็จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่าองค์กรพลังงานไทยพร้อมรับมือกับอนาคตแล้วหรือไม่

มุมมองส่งท้าย: ผู้บริหารคนใหม่ควรใช้ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่น เปิดเผยทิศทางการทำงานอย่างชัดเจน และทำให้สังคมเห็นว่าการเปลี่ยนเก้าอี้ครั้งนี้นำไปสู่การพัฒนาองค์กรอย่างแท้จริง

ที่มา – ฤดูเปลี่ยนผ่าน “แม่ทัพพลังงาน” จับตา 2 บิ๊กเก้าอี้ใหญ่ปตท. ถูกการเมืองล้วงจริงหรือไม่!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *