วราวุธรับหดหู่เคสปราจีนบุรี ย้ำไม่มีใครโทรเคลียร์

วราวุธรับหดหู่เคสปราจีนบุรี ย้ำไม่มีใครโทรเคลียร์ หลังลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้รับอนุญาตในจังหวัดปราจีนบุรี โดยระบุว่าเหตุการณ์ที่พบสร้างความหดหู่ใจและจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำงานร่วมกันเพื่อจัดการปัญหาโรงงานเถื่อน การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงประสานงานกับกระทรวงการคลัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เนื่องจากคดีลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมไม่ได้มีเพียงประเด็นการประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่ยังต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องด้วย

วราวุธรับหดหู่เคสปราจีนบุรี ย้ำไม่มีใครโทรเคลียร์

จากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่พบข้อมูลที่ต้องตรวจสอบหลายด้าน ทั้งการประกอบกิจการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้พื้นที่ที่อาจเกี่ยวข้องกับเขตป่าสงวน และข้อสงสัยเกี่ยวกับผู้เกี่ยวข้องบางรายที่เป็นชาวต่างชาติ รวมถึงการได้มาซึ่งบัตรประชาชน ประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบว่าใครเป็นผู้มีอำนาจควบคุมกิจการ ใครเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ และมีการใช้บุคคลอื่นถือหุ้นแทนหรือไม่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า หากพบผู้กระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งการฟ้องร้อง การยึดทรัพย์ และการตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดย ปปง. จะเข้ามาตรวจสอบทรัพย์สินและผลประโยชน์ที่เกิดจากการกระทำผิด ขณะที่กระทรวงมหาดไทยจะพิจารณาประเด็นการถือหุ้นแทนหรือนอมินี ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะดูแลกรณีที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน

วราวุธรับหดหู่เคสปราจีนบุรี พร้อมตรวจโรงงานทั่วประเทศ

หลังเกิดเหตุในจังหวัดปราจีนบุรี กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมปูพรมตรวจสอบโรงงานทั่วประเทศ โดยเฉพาะโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานประเภท 105 และ 106 ซึ่งมีอยู่รวมกันประมาณ 3,000 แห่ง โรงงานประเภทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการคัดแยกและรีไซเคิลของเสียหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว จึงต้องได้รับการตรวจสอบทั้งด้านใบอนุญาต กระบวนการทำงาน การจัดเก็บวัตถุดิบ และการกำจัดของเสีย

อุตสาหกรรมจังหวัดทุกแห่งได้รับการขอให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานในความรับผิดชอบ โดยต้องทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง ตำรวจ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด และหน่วยงานท้องถิ่น การตรวจสอบครั้งนี้จะไม่มุ่งเฉพาะเอกสารใบอนุญาตเท่านั้น แต่จะพิจารณาสภาพการประกอบกิจการจริง ระบบป้องกันมลพิษ การจัดการน้ำเสีย การควบคุมกลิ่น ฝุ่น และการเก็บกากอุตสาหกรรมด้วย

  • ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการและใบอนุญาตก่อสร้าง
  • ตรวจสอบพื้นที่ตั้งว่าอยู่ในเขตป่าสงวนหรือพื้นที่ที่มีข้อจำกัดหรือไม่
  • ตรวจสอบแหล่งที่มาและปลายทางของขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติก
  • ตรวจสอบระบบกำจัดของเสีย น้ำเสีย และสารปนเปื้อน
  • ตรวจสอบผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงิน และผู้ได้รับผลประโยชน์จากกิจการ

นายวราวุธยังกล่าวถึงมาตรการนำเข้า โดยเฉพาะเศษพลาสติก ซึ่งอาจต้องพิจารณาจำกัดการนำเข้าให้เข้มงวดมากขึ้น หากกระบวนการคัดแยกหรือกำจัดไม่มีประสิทธิภาพ อาจทำให้เกิดการสะสมของเสียและส่งผลกระทบต่อชุมชนในระยะยาว การกำหนดมาตรการที่เหมาะสมจึงต้องคำนึงถึงทั้งเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการที่ทำถูกต้อง และการปกป้องสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

สำหรับกระแสข่าวว่ามีผู้มีชื่อเสียงในจังหวัดปราจีนบุรีโทรศัพท์ไปหารัฐมนตรีเพื่อขอให้ช่วยเหลือหรือชะลอการดำเนินการ นายวราวุธยืนยันว่า ไม่มีใครโทรศัพท์มาเคลียร์หรือขอให้ช่วยเหลือผู้กระทำผิด พร้อมย้ำว่าแนวทางการทำงานของทุกหน่วยงานตรงกัน ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะมีชื่อเสียงหรือมีอิทธิพลเพียงใด หากพบการกระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น

รัฐมนตรีระบุเพิ่มเติมว่า หากผู้ประกอบการอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตและยังไม่ได้รับอนุญาต ก็ไม่ควรเปิดดำเนินกิจการก่อน เพราะความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมบางอย่างไม่สามารถฟื้นฟูกลับคืนได้โดยง่าย ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายควรได้รับกำลังใจและการสนับสนุน เพื่อสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมรีไซเคิลที่โปร่งใสและปลอดภัย

ประชาชนในพื้นที่สามารถมีส่วนร่วมด้วยการสังเกตความผิดปกติ เช่น การขนย้ายกากอุตสาหกรรมในเวลากลางคืน กลิ่นหรือควันผิดปกติ การลักลอบเผา การปล่อยน้ำเสีย และการนำของเสียไปกองในพื้นที่ว่าง หากพบเบาะแสควรแจ้งหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยให้ข้อมูลสถานที่ วันเวลา ลักษณะกิจกรรม และภาพถ่ายเท่าที่ทำได้ การแก้ปัญหาโรงงานเถื่อนจะประสบผลสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การกำกับดูแลโรงงานรีไซเคิลจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงเข้าตรวจสอบ การตรวจโรงงานทั่วประเทศครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม ปิดช่องโหว่ด้านการอนุญาต และสร้างความมั่นใจให้ชุมชนว่าโรงงานที่อยู่ใกล้บ้านจะต้องดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ในมุมมองของประชาชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมคือหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ โรงงานที่ทำถูกต้องควรได้รับการส่งเสริม ส่วนโรงงานที่ฝ่าฝืนต้องถูกตรวจสอบและรับผิดชอบอย่างชัดเจน การติดตามผลหลังการตรวจปูพรมจะเป็นตัวชี้วัดว่ามาตรการครั้งนี้สามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ และช่วยป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำอีก

ที่มา – ‘วราวุธ’ รับหดหู่เคสปราจีนบุรี แจงไม่มีใครโทรเคลียร์ สั่งปูพรมตรวจโรงงานขยะทั่วปท.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *