วัดพระบาทน้ำพุ พบพิรุธเงินบริจาคเข้าข่ายฉ้อโกง
กรณีของ วัดพระบาทน้ำพุ ที่กำลังได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมากในช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อปรากฏหลักฐานว่าเงินบริจาคจำนวนมากอาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จนถึงขั้นเข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เพจ “ทนายคู่ใจ” ซึ่งเป็นเพจของนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ทนายความชื่อดัง ได้เผยแพร่ข้อมูลที่น่ากังวลเกี่ยวกับการบริหารเงินบริจาคของวัด
ภายหลังการเปิดเผย ปรากฏว่าเจ้าอาวาสของ วัดพระบาทน้ำพุ ได้ยอมรับว่าเคยนำเงินบริจาคไปซื้อที่ดินจำนวนมหาศาลกว่า 2,000 ไร่ แล้วจงใจจดทะเบียนในนามญาติโยมและบุคคลใกล้ชิด แทนที่จะเป็นของมูลนิธิวัดอย่างตรงไปตรงมา ถึงแม้จะมีการกล่าวอ้างว่ามีบันทึกข้อตกลงในการโอนกรรมสิทธิ์กลับมายังวัดในอนาคต แต่เอกสารดังกล่าวกลับไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ
วัดพระบาทน้ำพุ พบพิรุธเงินบริจาคเข้าข่ายฉ้อโกง
เรื่องนี้ทำให้ประชาชนและหน่วยงานราชการเริ่มตั้งข้อสงสัยอย่างจริงจัง โดยนายรณณรงค์ระบุว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรีควรออกมาให้ข้อมูลชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า เหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบหรือติดตามทรัพย์สินของวัดเป็นระยะเวลานานถึง 30 ปี ทั้งที่วัดแห่งนี้ได้รับเงินบริจาคอย่างต่อเนื่องจากร้อยพันประชาชนทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวจากกองบังคับการสอบสวนกลางยืนยันว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนเส้นทางของเงินบริจาคและกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เกี่ยวข้องกับ วัดพระบาทน้ำพุ อย่างละเอียด โดยพบความผิดปกติหลายประการ ที่อาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินของมูลนิธิ รวมถึงการใช้เงินบริจาคเพื่อกิจกรรมส่วนตัวของผู้บริหารวัด หรือการซื้อทรัพย์สินให้กับบุคคลภายนอก
หากยืนยันความผิด อาจถึงขั้นเอาผิดทางอาญา
ที่น่าตกใจยิ่งขึ้นคือ ข้อมูลที่สำนักงานกองปราบปรามได้ตรวจสอบนั้น พบว่ามีเงินบริจาคจำนวนใหญ่ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่ไม่ตรงตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อรถยนต์หรู เป็นต้น ซึ่งเชื่อมโยงไปยังบุคคลมีชื่อเสียงในวงกตัญญูอย่าง “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” ที่เคยเป็นที่รู้จักในด้านการระดมทุนให้วัด
- ตรวจสอบเส้นทางเงินบริจาค
- ยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย
- ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิด
หากผลการสอบสวนสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่ามีการใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ และposé ต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่เพียงแต่จะมีการดำเนินคดีทางแพ่งเท่านั้น แต่อาจมีการดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์หรือเบียดบังทรัพย์สินของมูลนิธิฯ ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงตามกฎหมายอาญา
การติดตามตรวจสอบคดีนี้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการโปร่งใสและตรวจสอบในองค์กรทางศาสนา หากขาดความโปร่งใส จะเปิดโอกาสให้เกิดการละเมิดความเชื่อมั่นของประชาชนและอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของศาสนาโดยรวม การเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนและจริงจังจึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ
หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยบริจาคให้กับวัดดังกล่าว ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากมีผลเสียเกิดขึ้นจากพฤติกรรมของผู้บริหาร คุณก็อาจมีสิทธิ์ในการดำเนินการเรียกร้องความเสียหายได้เช่นกัน
ที่มา – พบพิรุธเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ ใช้ผิดวัตถุประสงค์–เข้าข่ายฉ้อโกง อาจโยงยักยอกทรัพย์มูลนิธิฯ
