ศุภจีส่งกิริฎาร่วมเวที IMF–World Bank

รัฐบาลไทยเตรียมใช้เวทีระหว่างประเทศเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการนำทรัพย์สินทางปัญญามาช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจ โดย ศุภจีส่งกิริฎาร่วมเวที IMF–World Bank เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมและผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการเติบโต

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การกำกับดูแลของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 หรือ IMF–World Bank Annual Meetings ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ การใช้ทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ ความลับทางการค้า ซอฟต์แวร์ และองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม มาเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาทางการเงิน ทรัพย์สินเหล่านี้อาจมีมูลค่าสูงและสร้างรายได้ให้ธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในหลายกรณียังไม่ได้รับการประเมินหรือยอมรับในระบบการเงินเทียบเท่ากับทรัพย์สินที่จับต้องได้

ศุภจีส่งกิริฎาร่วมเวที IMF–World Bank แลกเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญา

เวทีหารือจัดขึ้นในหัวข้อ “Financing Innovation via Intangible Assets: Unlocking Growth through Intellectual Property-Backed Finance” ในวันที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00–14.00 น. โดยมี ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป หรือ EUIPO ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป หรือ EIB และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF

ศุภจีส่งกิริฎาร่วมเวที IMF–World Bank เพื่อเปิดมุมมองใหม่

การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้สะท้อนความพยายามของประเทศไทยในการมองหาเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ปัจจุบันธุรกิจจำนวนมากไม่ได้มีเพียงที่ดิน อาคาร เครื่องจักร หรือสินค้าในคลังเป็นทรัพย์สินหลัก แต่ยังมีแบรนด์ เทคโนโลยี สูตรการผลิต ฐานข้อมูล และผลงานสร้างสรรค์ที่ช่วยสร้างรายได้และความได้เปรียบในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม การนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประกอบการขอสินเชื่อยังมีความท้าทายหลายด้าน เพราะมูลค่าของทรัพย์สินประเภทนี้เปลี่ยนแปลงได้ตามตลาด ความนิยม เทคโนโลยี และความสามารถในการสร้างรายได้ในอนาคต สถาบันการเงินจึงจำเป็นต้องมีข้อมูล วิธีประเมิน และหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การพิจารณาสินเชื่อมีความเป็นธรรมมากขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ มีทั้งแนวทางประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา การจัดทำข้อมูลสิทธิในทรัพย์สิน การตรวจสอบความเป็นเจ้าของ และการวิเคราะห์ศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสด หากกระบวนการเหล่านี้มีมาตรฐานและเชื่อถือได้ ก็อาจช่วยให้ผู้ประกอบการนำทรัพย์สินที่มีอยู่มาใช้เป็นข้อมูลประกอบการเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น

  • สิทธิบัตร อาจสะท้อนความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของธุรกิจ
  • เครื่องหมายการค้า ช่วยแสดงมูลค่าของแบรนด์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
  • ลิขสิทธิ์และซอฟต์แวร์ สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่าย การให้บริการ หรือการอนุญาตใช้สิทธิ
  • ความลับทางการค้าและองค์ความรู้ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจมีความแตกต่างจากคู่แข่ง

สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจสตาร์ตอัป ธุรกิจเทคโนโลยี และกิจการสร้างสรรค์ การมีช่องทางเข้าถึงเงินทุนที่หลากหลายถือเป็นเรื่องสำคัญ หลายกิจการมีแนวคิดและผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่ยังไม่มีหลักประกันแบบดั้งเดิมเพียงพอ จึงอาจประสบปัญหาเมื่อต้องการเงินทุนเพื่อวิจัย พัฒนาสินค้า ขยายตลาด หรือเพิ่มกำลังการผลิต

การหารือในเวที IMF–World Bank จึงเป็นโอกาสให้ไทยเรียนรู้แนวปฏิบัติจากองค์กรระหว่างประเทศและประเทศต่าง ๆ รวมถึงรับฟังมุมมองของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาและการเงินโดยตรง ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปประกอบการพิจารณานโยบายในอนาคต เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ การเข้าร่วมเวทีดังกล่าวยังเป็นการแลกเปลี่ยนแนวทางและองค์ความรู้ ไม่ใช่การประกาศมาตรการสินเชื่อใหม่ และไม่ได้หมายความว่าสถาบันการเงินจะยอมรับทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันโดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการจึงควรติดตามรายละเอียดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเตรียมเอกสารแสดงสิทธิ ความเป็นเจ้าของ รายได้ รวมถึงแผนธุรกิจให้ครบถ้วน

ในมุมมองของภาคธุรกิจ การผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดผลจริงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน ผู้ประเมินมูลค่า ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา หากทุกฝ่ายมีมาตรฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ธุรกิจไทยก็จะมีโอกาสเปลี่ยนนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นทุนสำหรับการเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม

การเปิดพื้นที่พูดคุยครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการควรเริ่มต้นจากการสำรวจทรัพย์สินของตนเอง จดทะเบียนสิทธิให้ถูกต้อง และจัดเก็บข้อมูลการใช้ประโยชน์อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มความพร้อมหากในอนาคตมีเครื่องมือทางการเงินที่รองรับมากขึ้น

ท้ายที่สุด การสร้างโอกาสเข้าถึงเงินทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบประเมินที่น่าเชื่อถือ กติกาที่ชัดเจน และความเข้าใจร่วมกันระหว่างธุรกิจกับสถาบันการเงิน เวทีนี้จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาแนวทางใหม่ที่ช่วยให้ไอเดีย เทคโนโลยี และแบรนด์ของผู้ประกอบการไทยกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

ผู้ประกอบการที่มีทรัพย์สินทางปัญญาควรติดตามความคืบหน้าด้านนโยบายและเตรียมข้อมูลของธุรกิจไว้ตั้งแต่วันนี้ เพราะการเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นโอกาสทางการเงินอาจช่วยเปิดประตูสู่การเติบโตที่มั่นคงกว่าเดิม

ที่มา – ‘ศุภจี’ ส่ง ‘กิริฎา’ ร่วมเวที IMF–World Bank แลกเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *