สทนช. เฝ้าระวังลุ่มน้ำเพชรบุรี ฝนหนักเสี่ยงน้ำท่วม
สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันตกกำลังได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด หลังเขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำเกินความจุและเริ่มมีน้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้น หรือสปิลเวย์ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เฝ้าระวังลุ่มน้ำเพชรบุรี อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าอาจมีฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งอาจทำให้ต้องเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อน
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า เขื่อนแก่งกระจานมีความจุประมาณ 102% และระบายน้ำอยู่ที่ราว 120 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมแผนเผชิญเหตุ หากมีฝนตกหนักเหนือเขื่อนและจำเป็นต้องระบายน้ำในอัตราสูงสุดถึง 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ริมน้ำจึงควรติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด
สทนช. เฝ้าระวังลุ่มน้ำเพชรบุรี
การเฝ้าระวังครั้งนี้เกิดขึ้นจากความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งปริมาณน้ำในเขื่อนที่อยู่ในระดับสูง น้ำฝนที่อาจตกเพิ่ม และความสามารถในการรองรับน้ำของแม่น้ำเพชรบุรี หากฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำจากพื้นที่เหนือเขื่อนอาจไหลลงสู่พื้นที่ด้านท้ายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองและแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงอาจกระทบชุมชน พื้นที่เกษตร ถนน และเส้นทางสัญจรบางแห่ง
สทนช. เฝ้าระวังลุ่มน้ำเพชรบุรีและเตรียมแผนรับมือ
ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีและหน่วยงานในพื้นที่ได้ประสานงานเพื่อจัดทำแผนเผชิญเหตุ โดยให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนประชาชน การสำรวจพื้นที่เสี่ยง และการเตรียมสถานที่รองรับผู้ได้รับผลกระทบ แผนดังกล่าวจะช่วยให้แต่ละหน่วยงานสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว หากต้องเพิ่มการระบายน้ำหรือเกิดน้ำหลากฉับพลัน
ประชาชนควรเตรียมความพร้อมด้วยการยกสิ่งของ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเอกสารสำคัญไว้ในที่สูง ตรวจสอบเส้นทางอพยพ รวมถึงเตรียมยาประจำตัว น้ำดื่ม อาหารแห้ง และอุปกรณ์สื่อสารให้พร้อม นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่น้ำท่วม น้ำไหลเชี่ยว หรือบริเวณใกล้ทางระบายน้ำ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนัก
ภาพรวมสถานการณ์น้ำในพื้นที่อื่น
สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงลดลงอย่างต่อเนื่องประมาณวันละ 200-300 ลูกบาศก์เมตร เช่นเดียวกับแม่น้ำน่านและแม่น้ำสะแกกรัง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังมีขีดความสามารถในการรองรับน้ำได้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์ฝนในช่วงวันที่ 4-7 ตุลาคม และ 11-14 ตุลาคมอย่างต่อเนื่อง เขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังมีพื้นที่รองรับน้ำได้อีกมาก จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องระบายน้ำปริมาณมากในช่วงนี้
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำประมาณ 111% ซึ่งเป็นการเก็บน้ำชั่วคราวในลักษณะการหน่วงน้ำ หรือ flood detention โดยข้อมูลล่าสุดพบว่าปริมาณน้ำไหลเข้าและน้ำที่ระบายออกมีความสมดุลกัน จึงยังอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ
พื้นที่ภาคตะวันออกยังต้องติดตาม
สถานการณ์น้ำในภาคตะวันออกมีแนวโน้มลดลงในบางพื้นที่ แต่ปริมาณน้ำอาจไหลไปรวมกันในพื้นที่ตอนล่าง เช่น อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว และอีกหลายอำเภอในจังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากอ่างเก็บน้ำคลองสียัดมีน้ำล้นและรับน้ำจากพื้นที่ฝั่งตะวันออกของจังหวัด
หากฝนตกไม่มากกว่าที่คาดการณ์ สถานการณ์โดยรวมยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่พื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี โดยเฉพาะอำเภอกบินทร์บุรีและบริเวณรอยต่อจังหวัดสระแก้ว อาจต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หน่วยงานระดับจังหวัดได้เตรียมมาตรการรับมือและประสานข้อมูลระหว่างกันแล้ว
ประชาชนควรติดตามข่าวสารจาก สทนช. กรมชลประทาน จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก ไม่ควรแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพราะการแจ้งเตือนที่ถูกต้องจะช่วยให้ชุมชนวางแผนรับมือได้ทันเวลา โดยเฉพาะครอบครัวที่อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำ คลอง หรือพื้นที่ลุ่มต่ำ
- ติดตามระดับน้ำและประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานราชการ
- เตรียมสิ่งของจำเป็นและเอกสารสำคัญไว้ในจุดปลอดภัย
- หลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำไหลเชี่ยวและเส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง
- แจ้งผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยให้เตรียมตัวล่วงหน้า
โดยสรุป สถานการณ์ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะลุ่มน้ำเพชรบุรีที่เขื่อนแก่งกระจานมีน้ำเกินความจุและอาจต้องเพิ่มการระบายน้ำ หากประชาชนเตรียมพร้อมและติดตามข้อมูลจากทางการอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสียหายและเพิ่มความปลอดภัยให้กับครอบครัวและชุมชนได้