สบส.สั่งปิดสถานดูแลผู้สูงอายุฯ จ.นนทบุรี

กรณี สบส.สั่งปิดสถานดูแลผู้สูงอายุฯ ในซอยเรวดี 22 จังหวัดนนทบุรี กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือ สบส. เข้าตรวจสอบสถานดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่ง และพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลผู้รับบริการหลายประการ ทั้งการให้บริการเกินจำนวนเตียงที่ได้รับอนุญาต รวมถึงการรับดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้ป่วยที่มีภาวะทางจิตเวชจากสารเสพติดโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า การเลือกสถานดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ไม่ควรพิจารณาเพียงสถานที่ ราคา หรือคำโฆษณาเท่านั้น เพราะผู้รับบริการจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ต้องการการดูแลเฉพาะด้าน หากได้รับบริการจากสถานที่ที่ขาดมาตรฐาน ก็อาจส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจได้

สบส.สั่งปิดสถานดูแลผู้สูงอายุฯ หลังพบการให้บริการผิดมาตรฐาน

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้รับเบาะแสว่า สถานดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งอาจมีการล่ามโซ่และอดอาหารผู้รับบริการ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกาย และสภาพจิตใจ เจ้าหน้าที่จากกองกฎหมาย ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านเสริมสุข หรือเนอสซิ่งโฮม ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเรวดี 22 อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบว่าสถานที่ดังกล่าวขออนุญาตให้บริการไว้จำนวน 9 เตียง แต่มีการให้บริการจริงถึง 14 เตียง ลักษณะดังกล่าวถือเป็นการให้บริการเกินกว่าจำนวนที่ได้รับอนุญาต และอาจส่งผลต่อความปลอดภัย การจัดพื้นที่ การดูแลผู้ป่วย รวมถึงอัตรากำลังของบุคลากรที่ควรมีให้เหมาะสมกับจำนวนผู้รับบริการ

นอกจากนี้ ยังพบว่าบริเวณชั้น 2 และชั้น 3 ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางของอาคาร มีการลักลอบให้บริการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้ป่วยที่มีภาวะทางจิตเวชจากสารเสพติดรวม 59 คน โดยไม่ได้ขออนุญาตเป็นสถานประกอบการเพื่อสุขภาพหรือสถานพยาบาลตามกฎหมาย การให้บริการในลักษณะนี้จึงถูกมองว่าเกินขอบเขตของใบอนุญาตอย่างชัดเจน

สบส.สั่งปิดสถานดูแลผู้สูงอายุฯ และเพิกถอนใบอนุญาต

เมื่อพบการดำเนินงานที่อาจขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดี สบส. จึงมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ รวมถึงใบอนุญาตของผู้ดำเนินการในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับผู้รับบริการ และเป็นการย้ำว่าสถานดูแลทุกแห่งต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

สำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง การรับผู้ป่วยจิตเวชเข้ามาดูแลสามารถทำได้เฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยผ่านการรักษาและมีอาการสงบแล้วเท่านั้น อีกทั้งต้องมีใบรับรองหรือเอกสารวินิจฉัยจากแพทย์ประกอบการรับตัว เพื่อให้สถานดูแลทราบข้อมูลสุขภาพและสามารถวางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสม

หากสถานดูแลรับผู้ป่วยเข้ามารักษาหรือดำเนินการในลักษณะสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบขอบเขตใบอนุญาตของตนเอง และไม่รับผู้ป่วยที่เกินศักยภาพหรือเกินกว่าประเภทการให้บริการที่ได้รับอนุญาต

สิ่งที่ครอบครัวควรตรวจสอบก่อนเลือกสถานดูแล

สำหรับครอบครัวที่กำลังมองหาสถานดูแลผู้สูงอายุ ควรเข้าไปดูสถานที่จริง พูดคุยกับผู้ดูแล และขอตรวจสอบใบอนุญาตให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้รับบริการมีโรคประจำตัว มีภาวะสมองเสื่อม เป็นผู้ป่วยติดเตียง หรือมีปัญหาสุขภาพจิต เพราะผู้รับบริการแต่ละคนต้องการบุคลากร อุปกรณ์ และวิธีดูแลที่แตกต่างกัน

  • ตรวจสอบว่าสถานที่มีใบอนุญาตถูกต้องและตรงกับประเภทบริการหรือไม่
  • สอบถามจำนวนเตียงที่ได้รับอนุญาตและจำนวนผู้รับบริการจริง
  • ตรวจสอบว่ามีบุคลากรเพียงพอ รวมถึงมีผู้ดูแลตลอด 24 ชั่วโมงหรือไม่
  • ขอดูแผนการดูแล อาหาร ยา การพาไปพบแพทย์ และแนวทางรับมือเหตุฉุกเฉิน
  • พูดคุยกับครอบครัวของผู้ใช้บริการรายอื่น เพื่อประกอบการตัดสินใจ
  • สังเกตสภาพร่างกาย อารมณ์ และความเป็นอยู่ของผู้พักอาศัยภายในสถานที่

ญาติควรติดตามผู้รับบริการอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเยี่ยมด้วยตนเอง การพูดคุยผ่านวิดีโอคอล หรือการสอบถามข้อมูลจากผู้ดูแล หากพบร่องรอยบาดเจ็บ น้ำหนักลดผิดปกติ มีอาการหวาดกลัว หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ควรรีบสอบถามสาเหตุและเก็บข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน

กรณีนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการว่า การดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงไม่ใช่เพียงการจัดที่พักหรืออาหารเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงสิทธิ ศักดิ์ศรี ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการเป็นหลัก การปล่อยปละละเลยหรือรับผู้ป่วยเกินขอบเขต อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงและนำไปสู่ความผิดตามกฎหมายได้

หากประชาชนพบเบาะแสว่าสถานดูแลผู้สูงอายุให้บริการไม่ได้มาตรฐาน มีการทำร้าย กักขัง ล่ามโซ่ อดอาหาร หรือรับผู้ป่วยโดยไม่มีใบอนุญาต สามารถแจ้งกรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้ที่หมายเลข 02 193 7002 หรือศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 1-12 ในพื้นที่ การแจ้งข้อมูลอย่างรวดเร็วอาจช่วยป้องกันอันตรายและคุ้มครองผู้รับบริการรายอื่นได้

ผู้เขียนมองว่า เหตุการณ์ สบส.สั่งปิดสถานดูแลผู้สูงอายุฯ ครั้งนี้ควรเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับมาตรฐานและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุและผู้ป่วยอย่างจริงจัง ครอบครัวควรตรวจสอบก่อนฝากคนที่รักไว้กับสถานดูแล ขณะที่ผู้ประกอบการต้องยึดความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมายเป็นหัวใจของการดำเนินงาน

ที่มา – สบส.สั่งปิดสถานดูแลผู้สูงอายุฯ ซ.เรวดี 22 จ.นนทบุรี หลังพบล่ามโซ่-อดอาหารผู้รับบริการ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *