สหรัฐเปิดคูหาเลือกตั้งกลางเทอม บททดสอบคะแนนนิยมทรัมป์

สหรัฐเปิดคูหาเลือกตั้งกลางเทอม ท่ามกลางความสนใจจากประชาชนทั่วประเทศและสายตาจากนานาชาติ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตัดสินว่าใครจะได้ครองที่นั่งในสภาคองเกรสเท่านั้น แต่ยังสะท้อนระดับความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และทิศทางการเมืองอเมริกันในช่วงเวลาต่อไป

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหลายรัฐทยอยเดินทางไปใช้สิทธิ ตั้งแต่ช่วงเช้าตามเวลาท้องถิ่น โดยรัฐที่เปิดหีบลงคะแนนตั้งแต่เวลา 06.00 น. ได้แก่ คอนเนตทิคัต อินดีแอนา เคนทักกี เมน นิวแฮมป์เชียร์ นิวเจอร์ซีย์ นิวยอร์ก และเวอร์จิเนีย การลงคะแนนในแต่ละพื้นที่มีทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก ผู้ว่าการรัฐ รวมถึงการลงประชามติในประเด็นสำคัญที่กระทบชีวิตประจำวันของประชาชน

สหรัฐเปิดคูหาเลือกตั้งกลางเทอม บททดสอบคะแนนนิยมทรัมป์

การเลือกตั้งกลางเทอมจัดขึ้นระหว่างวาระของประธานาธิบดี จึงมักถูกมองว่าเป็นการลงประชามติทางการเมืองโดยอ้อมต่อผลงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน สำหรับครั้งนี้ ทรัมป์พยายามทำให้การเลือกตั้งมีภาพลักษณ์เสมือนการต่อสู้ของเขาเอง โดยเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนออกมาใช้สิทธิและช่วยรักษาเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันในรัฐสภา

ความท้าทายสำคัญคือคะแนนนิยมของประธานาธิบดีอยู่ในระดับต่ำ ท่ามกลางความไม่พอใจหลายด้าน ทั้งปัญหาค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะสงครามกับอิหร่านซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและต้นทุนสินค้าในประเทศ ประเด็นเหล่านี้ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากต้องพิจารณาว่า นโยบายของรัฐบาลช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นจริงหรือไม่

สหรัฐเปิดคูหาเลือกตั้งกลางเทอม และสมการเสียงข้างมากในสภา

การเลือกตั้งครั้งนี้มีการแข่งขันในสภาผู้แทนราษฎรครบทั้ง 435 ที่นั่ง ขณะเดียวกันมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องคว้าที่นั่งเพิ่มอย่างน้อย 3 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และ 4 ที่นั่งในวุฒิสภา เพื่อมีโอกาสครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา

หากพรรคเดโมแครตสามารถควบคุมสภาใดสภาหนึ่งได้ พรรคจะมีอำนาจตรวจสอบรัฐบาลทรัมป์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเจ้าหน้าที่มาให้ข้อมูล การตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวน หรือต่อรองกับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับงบประมาณและกฎหมายสำคัญ ขณะที่หากพรรครีพับลิกันยังรักษาเสียงข้างมากไว้ได้ รัฐบาลก็จะเดินหน้านโยบายได้คล่องตัวกว่าเดิม

  • สภาผู้แทนราษฎร: มีการชิงชัยครบ 435 ที่นั่ง และเป็นสนามสำคัญสำหรับการตัดสินทิศทางนโยบายรัฐบาล
  • วุฒิสภา: มีการเลือกตั้งใหม่ 35 ที่นั่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการแต่งตั้งบุคลากรระดับสูงและการผ่านกฎหมาย
  • ผู้ว่าการรัฐ: มีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ 36 รัฐ ทำให้ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในระดับท้องถิ่น
  • การลงประชามติ: ประชาชนยังได้ตัดสินใจในประเด็นภาษีมหาเศรษฐี สิทธิในการทำแท้ง และนโยบายสังคมอื่น ๆ

นอกจากการแข่งขันในระดับประเทศแล้ว การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐและสมาชิกสภาระดับรัฐก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะรัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สาธารณสุข ภาษี และสิทธิพลเมืองโดยตรง ผลการเลือกตั้งในระดับรัฐจึงอาจกลายเป็นสัญญาณบ่งชี้ทิศทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไป

พรรครีพับลิกันพยายามระดมฐานเสียงอย่างหนัก โดยจัดเวทีหาเสียงมากกว่า 20 ครั้งนับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม พร้อมโจมตีผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตว่าเป็นกลุ่มฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง กลยุทธ์ดังกล่าวมุ่งสร้างความรู้สึกว่าการเลือกตั้งเป็นการต่อสู้ระหว่างแนวคิดอนุรักษนิยมกับแนวคิดก้าวหน้า และต้องการดึงผู้สนับสนุนทรัมป์ให้ออกมาใช้สิทธิอย่างพร้อมเพรียง

ด้านพรรคเดโมแครตพยายามเน้นประเด็นปากท้องและผลกระทบจากนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะภาวะเงินเฟ้อ ราคาสินค้า และค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ผลสำรวจหลายสำนักพบว่า ค่าครองชีพเป็นความกังวลหลักของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หลังนโยบายภาษีศุลกากรและการโจมตีอิหร่านทำให้ต้นทุนบางส่วนปรับตัวสูงขึ้น สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก เรื่องเหล่านี้อาจมีน้ำหนักมากกว่าคำปราศรัยทางการเมืองหรือความขัดแย้งระหว่างพรรค

ผลการเลือกตั้งจึงไม่เพียงสะท้อนว่าใครจะได้ที่นั่งเพิ่มหรือลด แต่ยังเป็นบททดสอบภาพลักษณ์ของทรัมป์ในฐานะผู้นำที่กลับมาดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง หากพรรครีพับลิกันสูญเสียที่นั่งจำนวนมาก ก็อาจถูกตีความว่าประชาชนเริ่มส่งสัญญาณไม่พอใจต่อการบริหารประเทศ ในทางกลับกัน หากพรรคยังรักษาฐานเสียงได้ ผลลัพธ์ก็จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ทรัมป์ผลักดันวาระทางการเมืองต่อไป

สำหรับผู้ติดตามข่าวต่างประเทศ การเลือกตั้งครั้งนี้ควรพิจารณาทั้งจำนวนที่นั่งที่แต่ละพรรคได้รับ คะแนนนิยมในแต่ละรัฐ และประเด็นประชามติที่ผ่านความเห็นชอบ เพราะข้อมูลทั้งหมดจะช่วยอธิบายทิศทางของสหรัฐได้รอบด้านมากขึ้น สหรัฐเปิดคูหาเลือกตั้งกลางเทอมจึงเป็นมากกว่าข่าวการเมืองรายวัน แต่เป็นเหตุการณ์ที่อาจกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับรัฐสภา รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศในอนาคต

มุมมอง: ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาในรูปแบบใด ประเด็นค่าครองชีพน่าจะยังเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นพรรคการเมืองที่ตอบโจทย์เรื่องรายได้ ราคาสินค้า และความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ชัดเจน ย่อมมีโอกาสสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า ติดตามผลการนับคะแนนและวิเคราะห์ทิศทางการเมืองสหรัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย

ที่มา – สหรัฐเปิดคูหาเลือกตั้งกลางเทอม บททดสอบคะแนนนิยมทรัมป์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *