อียูถกสถานะสมาชิกสมทบให้แคนาดา ลดพึ่งพาสหรัฐยุคทรัมป์

ประเด็น อียูถกสถานะสมาชิกสมทบให้แคนาดา ลดพึ่งพาสหรัฐยุคทรัมป์ กำลังได้รับความสนใจในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หลังสหภาพยุโรป หรืออียู และแคนาดา เดินหน้าหารือถึงรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และความกังวลเกี่ยวกับการพึ่งพาประเทศมหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวระหว่างการเยือนเมืองมอนทรีออลว่า ทั้งอียูและแคนาดายังคงศึกษาความเป็นไปได้ในการยกระดับความสัมพันธ์ โดยหนึ่งในแนวคิดสำคัญคือการให้แคนาดาเข้ามาอยู่ในสถานะ “สมาชิกสมทบ” ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง แคนาดาจะเป็นประเทศแรกที่ได้รับสถานะลักษณะนี้จากอียู

อียูถกสถานะสมาชิกสมทบให้แคนาดา ลดพึ่งพาสหรัฐยุคทรัมป์

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าแคนาดาจะกลายเป็นสมาชิกอียูอย่างเต็มรูปแบบ แต่เป็นการสร้างกรอบความร่วมมือที่มีความใกล้ชิดมากกว่าความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรทั่วไป ทั้งสองฝ่ายต้องการขยายความร่วมมือในประเด็นที่มีความสำคัญต่ออนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงาน แร่ธาตุสำคัญ และความมั่นคง

สำหรับแคนาดา ความสัมพันธ์กับยุโรปถือเป็นช่องทางสำคัญในการเพิ่มทางเลือกทางเศรษฐกิจและการทูต ประเทศต้องการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่และมีพรมแดนติดกันมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้มาตรการภาษีกับสินค้าจากแคนาดาหลายรายการ

อียูถกสถานะสมาชิกสมทบให้แคนาดา ท่ามกลางแรงกดดันทางการค้า

แม้แนวคิดสมาชิกสมทบจะมีความน่าสนใจ แต่ยังมีอุปสรรคด้านกฎหมายและการเมืองภายในอียู เยอรมนีและประเทศสมาชิกอีกหลายประเทศยังคัดค้าน เพราะสถานะดังกล่าวยังไม่มีกรอบทางกฎหมายที่ชัดเจน ด้วยเหตุนี้ แนวคิดสมาชิกสมทบจึงถูกตัดออกจากแถลงการณ์ร่วมของการประชุม และทั้งสองฝ่ายเลือกใช้คำว่า “ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น” แทน

อย่างไรก็ตาม การไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการไม่ได้ทำให้การเจรจาหยุดลง อียูและแคนาดาตกลงที่จะหารือรายละเอียดต่อไป เพื่อกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ที่เหมาะสมก่อนการประชุมสุดยอดครั้งถัดไปในปี 2570 การเจรจาระยะยาวนี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ที่ครอบคลุมทั้งการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และความมั่นคง

  • พลังงาน: ทั้งสองฝ่ายศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจี จากแคนาดาไปยังยุโรป
  • เทคโนโลยี: อียูและแคนาดาต้องการพัฒนาความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์และนวัตกรรมดิจิทัล
  • แร่ธาตุสำคัญ: แคนาดามีทรัพยากรที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสมัยใหม่
  • ความมั่นคง: ทั้งสองฝ่ายสนใจเพิ่มความร่วมมือในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากขึ้น
  • การเดินทางของเยาวชน: มีการเสนอให้เปิดโอกาสแก่เยาวชนของทั้งสองฝ่ายในการเดินทางไปทำงานข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ ผู้นำแคนาดา ระบุว่า ชื่อเรียกของความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด สิ่งที่แคนาดาต้องการคือการเสริมสร้างอธิปไตยและความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในด้านพลังงาน แร่ธาตุสำคัญ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่าแคนาดาต้องการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจจากความร่วมมือกับหลายภูมิภาค

ในมุมของอียู แคนาดาเป็นพันธมิตรที่มีค่านิยมใกล้เคียงกัน ทั้งเรื่องประชาธิปไตย การค้าเสรี และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การยกระดับความร่วมมือจึงอาจช่วยให้อียูมีแหล่งพลังงานและวัตถุดิบที่หลากหลายขึ้น ขณะเดียวกันแคนาดาก็จะได้รับโอกาสเข้าถึงตลาดยุโรป เทคโนโลยี และเงินลงทุนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ความเคลื่อนไหวนี้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงที่แคนาดายังคงเจรจาด้านการค้ากับสหรัฐฯ อยู่ การเดินหน้าสร้างพันธมิตรกับยุโรปจึงต้องอาศัยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์กับวอชิงตันตึงเครียดจนกระทบต่อธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานในอเมริกาเหนือ

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งกำลังมีความสำคัญทั้งด้านทรัพยากร เส้นทางเดินเรือ และความมั่นคง หลังมีความกังวลเกี่ยวกับการขยายกำลังทหารของรัสเซียในพื้นที่ การประสานงานระหว่างอียูกับแคนาดาอาจช่วยเพิ่มศักยภาพในการติดตามสถานการณ์ การปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่

โดยสรุป อียูถกสถานะสมาชิกสมทบให้แคนาดา ลดพึ่งพาสหรัฐยุคทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของชื่อสถานะเท่านั้น แต่สะท้อนการปรับยุทธศาสตร์ของแคนาดาและยุโรปในโลกที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจและความมั่นคงเข้มข้นขึ้น หากทั้งสองฝ่ายสามารถหากรอบกฎหมายที่ยอมรับร่วมกันได้ ความสัมพันธ์ครั้งนี้อาจกลายเป็นต้นแบบความร่วมมือรูปแบบใหม่ในอนาคต

มุมมองที่น่าติดตามคือ แคนาดาอาจไม่ได้ต้องการเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป แต่กำลังพยายามเพิ่มทางเลือกให้ตัวเองมากขึ้น การกระจายความเสี่ยงผ่านความร่วมมือด้านพลังงาน เทคโนโลยี และความมั่นคง จึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้ประเทศมีอำนาจต่อรองและรับมือกับความผันผวนของการเมืองโลกได้ดีขึ้น

ที่มา – อียูยังถกสถานะ “สมาชิกสมทบ” ให้แคนาดา หวังลดพึ่งพาสหรัฐยุคทรัมป์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *