เครดิต เทอม รายใหญ่จ่ายให้เอสเอ็มอีเร็วสุดใน 30 วัน
เรื่องเครดิต เทอมกำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะระยะเวลารับชำระเงินมีผลโดยตรงต่อกระแสเงินสด ต้นทุนการดำเนินงาน และความสามารถในการสั่งซื้อวัตถุดิบหรือขยายธุรกิจ ล่าสุดมีประกาศเกี่ยวกับการปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกรายใหญ่ กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME
สาระสำคัญของประกาศคือ การกำหนดกรอบระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า หรือ Credit Term เพื่อให้คู่ค้ารายเล็กมีความชัดเจนมากขึ้นว่า จะได้รับเงินเมื่อใด และสามารถนำข้อมูลไปวางแผนสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสม หลายกิจการต้องแบกรับต้นทุนสินค้า ค่าแรง และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไปก่อน หากต้องรอเงินเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้ธุรกิจขาดเงินหมุนเวียน แม้จะมียอดขายที่ดี ดังนั้น กติกาใหม่นี้จึงมีความเกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจในชีวิตประจำวันโดยตรง
เครดิต เทอม รายใหญ่จ่ายให้เอสเอ็มอีเร็วสุดใน 30 วัน
ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่องการปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ค้าส่งค้าปลีกรายใหญ่กับ SME เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และกำหนดให้มีผลเมื่อพ้น 30 วันนับจากวันถัดจากวันที่ประกาศ ซึ่งตรงกับวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569
สำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร หรือผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน กำหนดระยะเวลาการให้เครดิตเทอมไม่เกิน 30 วัน ส่วนธุรกรรมด้านการค้า การผลิต และการบริการทั่วไป กำหนดระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน โดยกรอบดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ใช้ระยะเวลาชำระเงินที่ยาวนานจนสร้างภาระให้กับ SME
เครดิต เทอม รายใหญ่จ่ายให้เอสเอ็มอีเร็วสุดใน 30 วัน ต้องดูรายละเอียดอะไรบ้าง
แม้หัวข้อเครดิต เทอม รายใหญ่จ่ายให้เอสเอ็มอีเร็วสุดใน 30 วันจะเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ แต่ผู้ประกอบการไม่ควรจดจำเฉพาะตัวเลข 30 วันเท่านั้น เพราะการนับระยะเวลาจริงต้องพิจารณาประเภทของธุรกรรมและข้อเท็จจริงในสัญญาด้วย โดยมีประเด็นที่ควรตรวจสอบดังนี้
- ข้อตกลงเดิมระหว่างคู่ค้า: หากคู่ค้าเคยตกลงระยะเวลาชำระเงินที่สั้นกว่ากรอบใหม่ ให้ใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่านั้น ไม่ควรนำกรอบ 30 หรือ 45 วันมาใช้เพื่อขยายเวลาจ่ายเงินออกไป
- ประเภทสินค้าและบริการ: สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นอาจอยู่ในกรอบไม่เกิน 30 วัน ขณะที่ธุรกรรมทั่วไปอาจอยู่ในกรอบไม่เกิน 45 วัน
- เหตุผลทางธุรกิจ: หากมีเหตุผลอันสมควรทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ อาจกำหนดระยะเวลาที่แตกต่างจากกรอบทั่วไปได้ แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสมและเงื่อนไขของแต่ละกรณี
- ขอบเขตของประกาศ: กติกานี้ไม่ได้ครอบคลุมธุรกรรมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายทุกขนาดโดยอัตโนมัติ จึงต้องตรวจสอบนิยามและคุณสมบัติของคู่ค้าให้ชัดเจน
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “วันเริ่มนับ” Credit Term โดยทั่วไปจะเริ่มนับเมื่อมีการส่งมอบสินค้าหรือให้บริการครบถ้วนตามจำนวน ประเภท และคุณภาพที่ตกลงกัน รวมถึงมีเอกสารประกอบการวางบิลถูกต้องครบถ้วนแล้ว การส่งสินค้าเพียงบางส่วน หรือส่งเอกสารไม่ครบ อาจทำให้ต้องตรวจสอบว่าได้เกิดเงื่อนไขเริ่มนับระยะเวลาแล้วหรือไม่
ดังนั้น SME ควรจัดเก็บหลักฐานทุกขั้นตอน ตั้งแต่ใบสั่งซื้อ ใบส่งสินค้า เอกสารรับสินค้า ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ไปจนถึงข้อความหรืออีเมลที่ใช้ติดต่อกับคู่ค้า เอกสารเหล่านี้จะช่วยยืนยันวันที่ส่งมอบ วันที่เริ่มวางบิล และเงื่อนไขการชำระเงิน หากในอนาคตเกิดความเข้าใจไม่ตรงกันหรือมีข้อโต้แย้งทางการค้า
สำหรับกรณีฝากขาย หรือ Consignment วิธีนับระยะเวลาอาจแตกต่างจากการขายทั่วไป โดยจะพิจารณาจากวันที่ขายสินค้าได้ครบตามจำนวนหรืออัตราที่ตกลงกันตามธรรมเนียมการค้าปกติ จึงไม่ควรเข้าใจว่าระยะเวลา Credit Term จะเริ่มนับทันทีตั้งแต่วันที่นำสินค้าไปวางไว้ที่ร้านค้า ผู้ประกอบการควรอ่านสัญญาฝากขายและตรวจสอบวิธีรายงานยอดขายให้ละเอียด
ประกาศยังให้ความสำคัญกับการแจ้งสิทธิของคู่ค้า โดยผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกรายใหญ่ควรแจ้งให้ SME ทราบถึงสิทธิในการรับเงินภายในกรอบเวลาที่กำหนด รวมถึงแสดงขั้นตอนการจ่ายเงินตามแนวทางการค้าปกติอย่างชัดเจน การสื่อสารที่โปร่งใสจะช่วยลดความเข้าใจผิดและทำให้ทั้งสองฝ่ายวางแผนทางการเงินได้ดีขึ้น
ลักษณะการกระทำที่อาจเข้าข่ายการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ได้แก่ การประวิงเวลาชำระเงินเกินกำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร การเปลี่ยนแปลงระยะเวลา Credit Term หรือเงื่อนไขตามสัญญาโดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม รวมถึงการไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน นอกจากนี้ การใช้สัญญาสำเร็จรูปที่กำหนดเงื่อนไขเหมือนกันกับ SME ทุกรายโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน ก็อาจต้องพิจารณาด้านความเป็นธรรมเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การชำระเงินเกิน 45 วันไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดทันทีในทุกกรณี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องพิจารณาว่าคู่สัญญาเป็นผู้ประกอบธุรกิจประเภทใด อยู่ในขอบเขตของประกาศหรือไม่ มีข้อตกลงและเหตุผลรองรับอย่างไร รวมถึงพิจารณาข้อเท็จจริงและเอกสารประกอบเป็นรายกรณี ผู้ประกอบการจึงควรหลีกเลี่ยงการสรุปจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว
ในช่วงก่อนวันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ ทั้งรายใหญ่และ SME ควรใช้เวลาในการทบทวนสัญญา ระบบวางบิล ขั้นตอนส่งมอบสินค้า และกระบวนการอนุมัติจ่ายเงิน หากเป็น SME ควรทำตารางติดตามลูกหนี้และกำหนดวันครบกำหนดชำระให้ชัดเจน ส่วนธุรกิจรายใหญ่ควรตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาและสื่อสารกับคู่ค้าอย่างเป็นระบบ การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น
โดยสรุป เครดิต เทอม รายใหญ่จ่ายให้เอสเอ็มอีเร็วสุดใน 30 วัน เป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มความชัดเจนในการค้าระหว่างธุรกิจ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบประเภทสินค้า วันส่งมอบ เอกสารวางบิล เงื่อนไขฝากขาย และสถานะของคู่ค้าให้ครบถ้วน หากคุณเป็นเจ้าของ SME ควรเริ่มรวบรวมเอกสารและทบทวนสัญญาตั้งแต่วันนี้ เพื่อรักษาสิทธิของธุรกิจและบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมั่นใจ
มุมมองที่น่าสนใจคือ กติกานี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อทุกฝ่ายไม่ได้มองเป็นเพียงข้อบังคับ แต่ใช้เป็นโอกาสยกระดับระบบซื้อขายให้โปร่งใส หากผู้ประกอบการต้องการวางแผนรับมือ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี กฎหมาย หรือการแข่งขันทางการค้า พร้อมติดตามประกาศและแนวทางปฏิบัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
ที่มา – เริ่ม 2 พ.ย.นี้ “เครดิต เทอม” รายใหญ่จ่ายให้เอสเอ็มอี เร็วสุดใน 30 วัน