‘เสี่ยอ้วน’ ฟ้องมรรยาท ‘ทนายทิวา’ แม้อีกฝ่ายขอโทษแล้ว

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพหลโยธิน นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจให้นายภาคิน จินาภักดิ์ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ ยื่นเรื่องร้องเรียนมรรยาททนายความระหว่าง ‘ทนายทิวา’ และ ‘เสี่ยอ้วน’ ต่อคณะกรรมการสอบสวนมรรยาททนายความ เนื่องจากการแถลงข่าวเรื่องที่ดินเขากระโดงเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

‘เสี่ยอ้วน’ ฟ้องมรรยาท ‘ทนายทิวา’ แม้อีกฝ่ายขอโทษแล้ว

นายภาคิน กล่าวว่าได้รับมอบอำนาจอย่างเป็นทางการจากนายภูมิธรรมในการดำเนินการในครั้งนี้ เนื่องจาก ‘ทนายทิวา’ การกระสัง ได้ใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ขาดความเป็นมืออาชีพ และแสดงพฤติกรรมที่ข่มขู่และก้าวร้าวระหว่างการแถลงข่าว เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการผิดจริยธรรมและฝ่าฝืนมรรยาทของทนายความอย่างชัดเจน

เนื้อหาที่ถูกกล่าวหาทนายทิวารวมถึงการใช้ถ้อยคำหยาบคาย การยุยงให้เกิดความขัดแย้ง และเป็นลำต่อในการสร้างกระแสลบต่ออีกฝ่าย ซึ่งกระทบต่อความน่าเชื่อถือของวิชาชีพทนายความ และนำเสนอในลักษณะที่บิดเบือนความจริง

คณะกรรมการจะพิจารณานโยบายทั้งหมดและตัดสินใจพิธีกรรม

คณะกรรมการสอบสวนมรรยาททนายความจะพิจารณาดำเนินการทั้งหมด โดยหากตัดสินว่ามีความผิด ก็จะตัดสินโทษตามดุลยพินิจ ซึ่งอาจตั้งแต่การพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ ไปจนถึงการเพิกถอนใบอนุญาต ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการกระทำ

แม้ว่า ‘ทนายทิวา’ จะได้เผยแพร่ข้อความขอโทษไปยัง ‘เสี่ยอ้วน’ แล้ว แต่นายภูมิธรรมมองว่า การขอโทษเองไม่สามารถยกเลิกความผิดที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ และว่าการกระทำที่เกิดขึ้นต้องมีการดำเนินการทางวินัยตามระเบียบวิชาชีพอย่างละเอียดรอบคอบ

  • สรุปประเด็น: คดีเกี่ยวข้องกับความผิดมรรยาทของทนายความ
  • ลักษณะการกระทำ: การใช้ถ้อยคำหยาบคายและพฤติกรรมข่มขู่
  • ผลการดำเนินการ: อาจส่งผลถึงการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตทนายความ

นายภาคิน กล่าวชัดเจนว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่การ “ปิดปากทางการเมือง” อย่างที่บางคนอาจเข้าใจ แต่เป็นเพียงการใช้สิทธิในการฟ้องเพื่อความเป็นธรรมทางวิชาชีพเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับด้านกฎหมายแพ่งหรืออาญาในขั้นนี้ แต่เน้นที่การรักษาจริยธรรมวิชาชีพที่ยอมรับได้ในวงการกฎหมาย

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ผู้ที่เป็นทนายความจะต้องยึดมั่นในจริยธรรม และใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังมากกว่าสามัญชนทั่วไป เพราะหน้าที่ของทนายความสืบเนื่องมาจากความไว้วางใจของสังคม ความผิดน้อยใดก็อาจถูกตีความว่าเป็นความผิดร้ายแรงได้

ทั้งนี้ ต้องติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดีมรรยาทว่าจะสามารถไกล่เกลี่ยระหว่าง ‘เสี่ยอ้วน’ และ ‘ทนายทิวา’ ได้หรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

หาก ‘ทนายทิวา’ ยื่นคำขอโทษอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังจากนี้ ก็อาจมีผลต่อทิศทางของการดำเนินคดีได้เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญคือ การยอมรับความผิดและแสดงออกอย่างจริงใจต่อชุมชนวิชาชีพ

จากกรณีนี้ เป็นบทเรียนกับวิชาชีพทนายความ ว่าผู้ที่อยู่ในวงการมีหน้าที่ต้องใช้ถ้อยคำอย่างมีจริยธรรมและสำนึกในหน้าที่ต่อส่วนรวม ต่อหน้าสาธารณชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นทางการเมืองต่างๆ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวงการกฎหมายโดยรวม

ขอให้เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปจริยธรรมวิชาชีพ และสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานของสภาทนายความในอนาคตอันใกล้

อ่านเพิ่มเติม: กรณี ‘เสี่ยอ้วน’ ฟ้องมรรยาท ‘ทนายทิวา’

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *