เอสเอ็มอีต้องรู้ 5 ประเด็นเครดิตเทอมป้องกันยื้อจ่าย

เรื่องเครดิตเทอมเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรให้ความสำคัญ เพราะแม้ธุรกิจจะส่งมอบสินค้าและบริการเรียบร้อยแล้ว แต่หากต้องรอรับเงินจากคู่ค้าเป็นเวลานาน ก็อาจกระทบต่อกระแสเงินสด เงินทุนหมุนเวียน และความสามารถในการเดินหน้าธุรกิจได้ หลักเกณฑ์สินเชื่อการค้า หรือ Credit Term ฉบับใหม่ จึงเข้ามาช่วยสร้างความชัดเจนและความเป็นธรรมระหว่างผู้ซื้อรายใหญ่กับผู้ขายที่เป็นเอสเอ็มอี

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแนะนำให้ผู้ประกอบการทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ดังกล่าวอย่างละเอียด โดยเฉพาะกรอบระยะเวลาชำระเงิน หน้าที่ของผู้ซื้อรายใหญ่ วิธีนับวันเริ่มต้นของเครดิตเทอม ตลอดจนข้อยกเว้นและเอกสารที่ควรจัดเก็บเอาไว้ เพื่อป้องกันปัญหาการถูกยื้อจ่ายและลดความเสี่ยงเมื่อเกิดข้อโต้แย้งทางการค้า

เอสเอ็มอีต้องรู้ 5 ประเด็นเครดิตเทอมป้องกันยื้อจ่าย

เครดิตเทอม หมายถึง ระยะเวลาที่ผู้ซื้อสามารถชำระเงินภายหลังจากได้รับสินค้า หรือหลังจากผู้ขายให้บริการเสร็จสิ้นแล้ว เงื่อนไขนี้พบได้ทั่วไปในการทำธุรกิจ แต่ถ้ากำหนดระยะเวลาไว้นานเกินความเหมาะสม ผู้ขายอาจต้องแบกรับต้นทุนการผลิต ค่าจ้างแรงงาน ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไปก่อน ดังนั้น การรู้สิทธิและเตรียมหลักฐานให้พร้อมจึงเป็นเรื่องจำเป็น

เอสเอ็มอีต้องรู้เรื่องเครดิตเทอมก่อนทำสัญญา

ประเด็นแรกคือกรอบระยะเวลาชำระเงิน โดยทั่วไปกำหนดไม่เกิน 30 วัน สำหรับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และไม่เกิน 45 วัน สำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไป หากคู่ค้ามีข้อตกลงเดิมที่กำหนดระยะเวลาสั้นกว่านี้ ต้องใช้ระยะเวลาตามข้อตกลงที่สั้นกว่า การกำหนดกรอบดังกล่าวช่วยให้ผู้ขายวางแผนรับเงินได้ชัดเจน และไม่ต้องรอการชำระเงินแบบไม่มีกำหนด

อย่างไรก็ตาม กรอบ 30 หรือ 45 วันไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกรรมจะอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์โดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบทั้งประเภทสินค้า ลักษณะบริการ ขนาดของคู่ค้า และเงื่อนไขในสัญญาให้รอบคอบก่อนใช้สิทธิ

1. ตรวจสอบว่าคู่ค้าและธุรกรรมเข้าเกณฑ์หรือไม่

หลักเกณฑ์มุ่งกำกับธุรกรรมระหว่างผู้ซื้อรายใหญ่กับผู้ขายที่มีสถานะเป็นเอสเอ็มอี ผู้ซื้อรายใหญ่โดยทั่วไปหมายถึงธุรกิจที่มีรายได้จากการประกอบธุรกิจในประเทศในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป รวมถึงรายได้ของกิจการที่มีความสัมพันธ์กันทางนโยบายหรืออำนาจสั่งการ

ส่วนผู้ขายต้องพิจารณาทั้งจำนวนการจ้างงานและรายได้ต่อปี กิจการภาคการผลิตต้องมีพนักงานไม่เกิน 200 คน และมีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่กิจการภาคบริการ ค้าส่ง และค้าปลีก ต้องมีพนักงานไม่เกิน 100 คน และมีรายได้ไม่เกิน 300 ล้านบาทต่อปี การตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการทราบว่าตนเองมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามหลักเกณฑ์หรือไม่

2. วันเริ่มนับเครดิตเทอมต้องมีหลักฐาน

จำนวนวันที่กำหนดไว้ในเครดิตเทอมมีความสำคัญ แต่วันเริ่มนับก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยปกติจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้ขายส่งมอบสินค้า หรือให้บริการตามจำนวน ประเภท และคุณภาพที่ตกลงกัน พร้อมส่งมอบเอกสารที่ถูกต้องครบถ้วน หากเป็นการฝากขาย ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ขายสินค้าได้ครบตามจำนวนหรืออัตราที่คู่ค้าตกลงกันตามธรรมเนียมการค้า

เอสเอ็มอีควรเก็บใบส่งสินค้า ใบรับงาน ใบวางบิล ใบกำกับภาษี อีเมลยืนยันการรับมอบ และเอกสารการติดต่อกับคู่ค้าเอาไว้เป็นระบบ หากมีการส่งมอบหลายครั้ง ควรบันทึกวันที่และรายละเอียดของแต่ละครั้งอย่างชัดเจน เพราะเอกสารเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานสำคัญในการยืนยันวันเริ่มนับเครดิตเทอมเมื่อเกิดข้อพิพาท

3. ผู้ซื้อรายใหญ่มีหน้าที่แจ้งขั้นตอนให้ชัดเจน

ผู้ซื้อรายใหญ่ต้องแจ้งสิทธิในการรับชำระเงินภายในระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงอธิบายขั้นตอนการวางบิล การตรวจรับสินค้า ช่องทางการส่งเอกสาร และวันที่คาดว่าจะได้รับเงินให้คู่ค้าทราบอย่างชัดเจน ความชัดเจนนี้ช่วยลดความเข้าใจผิดและทำให้ผู้ขายสามารถบริหารกระแสเงินสดได้แม่นยำขึ้น

พฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ได้แก่ การประวิงการชำระเงินเกินกำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร การเปลี่ยนแปลงระยะเวลาเครดิตเทอมหรือเงื่อนไขในสัญญาโดยไม่มีเหตุผลที่รับฟังได้ และการไม่แจ้งให้คู่ค้าทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบประกาศ เงื่อนไขสัญญา และการสื่อสารจากคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง

4. การเปลี่ยนสัญญาและการยื้อจ่ายอาจมีความผิด

หลักเกณฑ์ไม่ได้ห้ามการใช้สัญญาสำเร็จรูปโดยทั่วไป แต่ไม่ควรกำหนดเงื่อนไขเครดิตเทอมแบบเดียวกันกับเอสเอ็มอีทุกรายโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของธุรกิจ สินค้า ต้นทุน หรือรูปแบบการส่งมอบ หากมีการเปลี่ยนเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ขายเสียเปรียบ ผู้ซื้อควรมีเหตุผลทางธุรกิจที่ชัดเจนและแจ้งให้คู่ค้าทราบล่วงหน้า

หากผู้ซื้อรายใหญ่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ อาจถูกปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด หรือไม่เกิน 1 ล้านบาท หากเป็นปีแรกของการประกอบธุรกิจ ข้อมูลนี้สะท้อนว่าการบริหารเครดิตเทอมไม่ใช่เพียงเรื่องภายในองค์กร แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

5. ข้อยกเว้นมีได้ แต่ต้องอธิบายและมีหลักฐาน

กรอบชำระเงิน 30 หรือ 45 วันอาจมีข้อยกเว้นได้ในบางกรณี หากมีเหตุผลทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ที่สามารถรับฟังได้ และเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญา ดังนั้น การกำหนดระยะเวลาเกินกรอบไม่ได้แปลว่าผิดทุกกรณี แต่คู่ค้าควรตกลงรายละเอียดอย่างชัดเจน และควรมีเอกสารสนับสนุนเหตุผลดังกล่าว

สำหรับเอสเอ็มอี สิ่งที่ควรทำคืออ่านสัญญาทุกฉบับก่อนลงนาม เจรจาวันครบกำหนดชำระให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง ระบุขั้นตอนการวางบิลให้ครบถ้วน และกำหนดผู้รับผิดชอบติดตามเงินอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ควรจัดทำตารางติดตามลูกหนี้ที่ระบุวันส่งมอบ วันวางบิล วันครบกำหนด และสถานะการชำระเงิน เพื่อให้รู้ทันทีว่ารายการใดใกล้ครบกำหนดหรือเริ่มล่าช้า

  • ตรวจสอบสถานะของผู้ซื้อและผู้ขายว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่
  • ระบุเครดิตเทอมและวันเริ่มนับในสัญญาอย่างชัดเจน
  • เก็บหลักฐานการส่งมอบสินค้าและเอกสารวางบิลให้ครบถ้วน
  • บันทึกการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือการเจรจาทุกครั้ง
  • ติดตามลูกหนี้และทวงถามตามขั้นตอนอย่างสุภาพและเป็นระบบ
  • หากพบพฤติกรรมไม่เป็นธรรม สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าได้

โดยสรุป เครดิตเทอมเป็นเรื่องที่ส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่องของเอสเอ็มอี การรู้กรอบเวลา รู้วันเริ่มนับ และรู้วิธีเก็บหลักฐาน จะช่วยลดโอกาสถูกยื้อจ่ายได้อย่างมาก ผู้ประกอบการควรใช้โอกาสนี้ทบทวนสัญญาและระบบติดตามเงินของตนเอง เพราะธุรกิจที่มีรายได้ดีอาจสะดุดได้ หากเงินที่ควรได้รับกลับเข้ามาล่าช้าเกินไป

หากพบว่าคู่ค้ามีพฤติกรรมชำระเงินล่าช้าหรือเปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่เป็นธรรม ควรรวบรวมหลักฐานและขอคำปรึกษาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที การป้องกันตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา พร้อมติดตามสิทธิอย่างจริงจัง คือแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีรักษากระแสเงินสดและเติบโตได้อย่างมั่นคง

ที่มา – เอสเอ็มอีต้องรู้ เปิด 5 ประเด็นเครดิตเทอมป้องกันรายใหญ่ ‘ยื้อจ่าย’

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *