โรมงัดมติ 8:0 ไม่รับแนวทางโสภณ
ประเด็นร้อนในรัฐสภากลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เปิดเผยผลการประชุมเกี่ยวกับหนังสือเวียนแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ โดยที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ 8 ต่อ 0 ไม่รับแนวทางดังกล่าว พร้อมเตรียมบรรจุเรื่องเข้าสู่วาระเพื่อพิจารณาอย่างเป็นทางการ
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้คำว่า โรมงัดมติ 8:0 ไม่รับแนวทางโสภณ กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตา เพราะเกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจและความเป็นอิสระในการทำงานของคณะกรรมาธิการ รวมถึงคำถามสำคัญว่า หนังสือเวียนดังกล่าวมีฐานอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ และใครเป็นผู้มีอำนาจออกเอกสารฉบับนี้
โรมงัดมติ 8:0 ไม่รับแนวทางโสภณ
นายรังสิมันต์ระบุว่า คณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ถูกติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีภารกิจตรวจสอบหลายเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นกรณีเงินสินบน 40 ล้านบาท การสอบท้องถิ่น การติดตามความคืบหน้าคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ตลอดจนประเด็น TH-AI passport ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและความโปร่งใส
สำหรับหนังสือแนวทางที่ส่งไปยังคณะกรรมาธิการแต่ละคณะ ประธาน กมธ.กฎหมายฯ มองว่า เอกสารดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายและไม่ใช่ระเบียบที่มีสภาพบังคับ ดังนั้น จึงไม่สามารถนำมาใช้บังคับคณะกรรมาธิการได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลว่าฝ่ายเลขานุการอาจนำแนวทางดังกล่าวไปใช้ในลักษณะบังคับหรือจำกัดการทำงานของ กมธ. ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน
โรมงัดมติ 8:0 ไม่รับแนวทางโสภณ เพราะเอกสารยังมีข้อสงสัย
หนึ่งในข้อสังเกตสำคัญคือ เอกสารที่คณะกรรมาธิการได้รับมีความยาว 3 หน้า แต่ไม่ปรากฏตราประทับ ไม่มีลายเซ็นของประธานสภาผู้แทนราษฎร และไม่ได้อ้างอิงฐานอำนาจทางกฎหมายอย่างชัดเจน รายละเอียดเหล่านี้ทำให้กรรมาธิการตั้งคำถามว่า เอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือเวียนที่ออกโดยผู้มีอำนาจจริงหรือไม่
ในมุมของการบริหารงานรัฐสภา เอกสารที่มีผลต่อการทำงานของคณะกรรมาธิการควรผ่านขั้นตอนที่ตรวจสอบได้ มีผู้รับผิดชอบชัดเจน และต้องอ้างอิงกฎหมายหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง การไม่มีรายละเอียดพื้นฐานเหล่านี้จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และเปิดช่องให้มีการตีความแตกต่างกันระหว่างฝ่ายต่าง ๆ
คณะกรรมาธิการจึงมีมติ 8 ต่อ 0 ไม่รับแนวทางดังกล่าว พร้อมเห็นควรนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในวาระประชุม เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและอภิปรายถึงฐานอำนาจโดยละเอียด การลงมติเป็นเอกฉันท์ยังสะท้อนว่า สมาชิก กมธ.ทุกคนมีความเห็นร่วมกันว่า ไม่ควรยอมรับแนวทางใด ๆ หากยังมีข้อสงสัยว่าอาจขัดต่อกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ
เตรียมเชิญประธานสภาฯ ชี้แจง
นายรังสิมันต์เปิดเผยต่อว่า คณะกรรมาธิการเตรียมเชิญนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มาชี้แจงต่อที่ประชุม โดยคาดว่าจะเชิญในวันที่ 12 พฤศจิกายน การเชิญครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสอบถามที่มา กระบวนการจัดทำ และสถานะทางกฎหมายของหนังสือเวียน รวมทั้งขอความชัดเจนว่าประธานสภาฯ รับทราบหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเอกสารดังกล่าวอย่างไร
การชี้แจงของประธานสภาฯ จะมีความสำคัญต่อการลดข้อสงสัยและป้องกันความขัดแย้งภายในรัฐสภา หากเอกสารมีที่มาถูกต้อง ก็สามารถอธิบายขั้นตอนและฐานอำนาจให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันได้ แต่หากพบความผิดปกติ การตรวจสอบก็จะช่วยให้รัฐสภาวางแนวทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันอีก
- ตรวจสอบว่าเอกสารออกโดยหน่วยงานหรือบุคคลใด
- ตรวจสอบฐานอำนาจตามกฎหมายและข้อบังคับรัฐสภา
- พิจารณาว่าแนวทางดังกล่าวมีผลบังคับใช้จริงหรือไม่
- รับฟังคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน
กมธ.ยืนยันเดินหน้าทำงานตามแนวปฏิบัติเดิม
เมื่อถูกถามว่า คณะกรรมาธิการจะยังสามารถเชิญบุคคลภายนอกมาให้ข้อมูลในประเด็นใหม่ได้หรือไม่ นายรังสิมันต์ยืนยันว่า แนวทางการทำงานของ กมธ.ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง และจะยังคงดำเนินงานตามแนวปฏิบัติที่ใช้มาโดยตลอด การเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลถือเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตราบใดที่ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ยังกล่าวด้วยว่า แม้บางฝ่ายอาจตีความข้อบังคับไม่ตรงกัน แต่ขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงาน อย่างไรก็ตาม หนังสือเวียนดังกล่าวยังมีข้อโต้แย้งด้านกฎหมาย โดยมีความเห็นจากบางฝ่ายว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้น คณะกรรมาธิการจึงไม่สามารถเห็นชอบสิ่งที่อาจขัดกับกฎหมายได้
เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างบุคคล แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับหลักการถ่วงดุลอำนาจ ความโปร่งใส และสิทธิของคณะกรรมาธิการในการทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การดำเนินการทุกขั้นตอนควรเปิดเผย ตรวจสอบได้ และยึดกฎหมายเป็นหลัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
โดยสรุป โรมงัดมติ 8:0 ไม่รับแนวทางโสภณ สะท้อนจุดยืนของคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ที่ต้องการให้ทุกคำสั่งหรือแนวทางในรัฐสภามีฐานอำนาจชัดเจน การเชิญประธานสภาฯ มาชี้แจงในสัปดาห์หน้าจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ประชาชนควรติดตาม เพราะอาจช่วยตอบคำถามว่าเอกสารดังกล่าวมีที่มาอย่างไร และจะส่งผลต่อการทำงานของ กมธ.ในอนาคตหรือไม่
มุมมองที่น่าสนใจคือ การตรวจสอบเอกสารและอำนาจอย่างละเอียดไม่ควรถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน แต่ควรเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้รัฐสภาทำงานอย่างรอบคอบและโปร่งใสมากขึ้น ผู้อ่านควรติดตามคำชี้แจงและผลการพิจารณาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางการทำงานของคณะกรรมาธิการต่อไป
ที่มา – ‘โรม‘งัดมติ 8:0 กมธ.กฎหมาย ไม่รับแนวทาง ’โสภณ‘จ่อเชิญเจ้าตัวแจงสัปดาห์หน้า