โรมถามอนุทิน เกรงใจใครไม่ปราบสแกมเมอร์
ประเด็น โรมถามอนุทิน เกรงใจใครไม่ปราบสแกมเมอร์ กลายเป็นคำถามสำคัญต่อการทำงานของรัฐบาลไทย หลังนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบเครือข่ายสแกมเมอร์ การฟอกเงิน และบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะหลังมีข้อมูลว่าคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาสอบสวนและคว่ำบาตรบุคคลกับบริษัทจำนวนหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประเด็นดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ที่ถูกกล่าวถึงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตานานาชาติ เพราะปัญหาสแกมเมอร์และการฟอกเงินมีลักษณะเป็นเครือข่าย เชื่อมโยงทั้งเงินทุน บริษัท ตัวกลางทางการเงิน และผู้มีอิทธิพลหลายฝ่าย หากภาครัฐดำเนินการล่าช้า หรือเลือกปฏิบัติกับบางกลุ่ม ย่อมทำให้ประชาชนและต่างประเทศตั้งคำถามว่ารัฐบาลมีความจริงใจในการปราบปรามมากน้อยเพียงใด
โรมถามอนุทิน เกรงใจใครไม่ปราบสแกมเมอร์
นายรังสิมันต์ตั้งคำถามถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่ารัฐบาลมีเหตุผลใดจึงยังไม่สามารถจัดการปัญหาได้อย่างเด็ดขาด ทั้งที่มีรายชื่อบุคคลและบริษัทที่ถูกตั้งข้อสังเกตจากหน่วยงานต่างประเทศแล้ว โดยเฉพาะกรณีบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจสำคัญ คำถามนี้จึงไม่ได้หมายถึงการกล่าวหาใครว่ากระทำผิด แต่เป็นการเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยขั้นตอนการตรวจสอบอย่างโปร่งใส และทำให้ประชาชนเห็นว่ากฎหมายใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม
ข้อกล่าวหาเรื่องเส้นสายกับการบังคับใช้กฎหมาย
หนึ่งในข้อกังวลที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ หากผู้มีอำนาจหรือผู้ที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ถูกตรวจสอบ รัฐบาลจะสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระหรือไม่ การปล่อยให้คดีเงียบหาย หรือดำเนินการเพียงยึดทรัพย์บางส่วนและออกหมายจับเป็นรายกรณี อาจยังไม่เพียงพอสำหรับคดีที่มีความซับซ้อนระดับข้ามชาติ ประชาชนจึงอยากเห็นการสาวเส้นทางการเงิน การตรวจสอบนิติบุคคล และการเปิดเผยผลการดำเนินงานที่ตรวจสอบได้
กรณีรายชื่อบุคคลที่ถูกมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ก็ทำให้ไทยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะมาตรการดังกล่าวอาจส่งผลต่อสถาบันการเงิน บริษัทเอกชน และผู้ประกอบการสุจริตที่ทำธุรกิจกับต่างประเทศ หากรัฐบาลไทยไม่สามารถชี้แจงหรือดำเนินการตามหลักกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงอาจขยายไปถึงความเชื่อมั่นด้านการลงทุน การทำธุรกรรมระหว่างประเทศ และภาพลักษณ์ของระบบกำกับดูแลทางการเงิน
ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทย
นายรังสิมันต์มองว่ากรอบเวลา 180 วันที่ถูกพูดถึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกำหนดส่งงานให้รัฐบาลต่างประเทศเท่านั้น แต่ควรถือเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลไทยต้องแสดงให้เห็นว่ามีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหา เพราะทุกวันที่คดีไม่คืบหน้าอาจทำให้เกิดข้อสงสัยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีบริษัทขนาดใหญ่และบุคคลหลายวงการถูกพูดถึงในบริบทของเครือข่ายสแกมเมอร์
ปัญหานี้ยังส่งผลต่อคนไทยที่ประกอบธุรกิจอย่างสุจริต หากประเทศไทยถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน หรือเป็นพื้นที่ที่ผู้กระทำผิดใช้หลบซ่อนและเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน ผู้ประกอบการทั่วไปอาจถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้นจากธนาคารและคู่ค้าต่างประเทศ ต้นทุนในการทำธุรกิจจะเพิ่มขึ้น และความน่าเชื่อถือของบริษัทไทยอาจได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้น การจัดการคดีสแกมเมอร์จึงไม่ใช่เรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชน
สำหรับแนวทางที่ควรดำเนินการ หน่วยงานรัฐควรทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หน่วยงานด้านภาษี ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานต่างประเทศ การตรวจสอบควรครอบคลุมทั้งบุคคล บริษัท บัญชีธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล และเส้นทางการโอนเงิน รวมถึงต้องคุ้มครองพยานและผู้แจ้งเบาะแส เพื่อให้สามารถขยายผลไปถึงผู้สั่งการหรือผู้สนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังได้
- เปิดเผยความคืบหน้าของคดีตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
- ตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลกับบริษัท
- แยกแยะผู้กระทำผิดออกจากผู้ประกอบการสุจริตอย่างชัดเจน
- ประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
- ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกระดับโดยไม่ยกเว้นผู้มีอำนาจ
สาระสำคัญของกรณี โรมถามอนุทิน เกรงใจใครไม่ปราบสแกมเมอร์ จึงอยู่ที่การทำให้สังคมเห็นคำตอบอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลควรชี้แจงว่ามีการตรวจสอบใครไปแล้วบ้าง มีการอายัดทรัพย์สินใด มีหลักฐานเชื่อมโยงอย่างไร และคดีจะเดินหน้าต่อในทิศทางไหน การดำเนินงานที่โปร่งใสจะช่วยลดข้อครหาและสร้างความมั่นใจให้ทั้งประชาชนกับนานาชาติ
ท้ายที่สุด การปราบปรามสแกมเมอร์ควรยึดหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การใช้คำกล่าวหาทางการเมืองเป็นเครื่องมือ หากรัฐบาลต้องการฟื้นความเชื่อมั่น สิ่งที่ต้องทำคือเร่งตรวจสอบอย่างอิสระ เปิดเผยผลตามสมควร และจัดการกับผู้กระทำผิดโดยไม่สนใจว่าเป็นใครหรือมีสายสัมพันธ์มากเพียงใด ความเห็นส่วนตัวคือประเทศไทยไม่ควรปล่อยให้ปัญหานี้ถูกซ่อนไว้ใต้พรม เพราะการเอาจริงวันนี้จะช่วยปกป้องทั้งประชาชน เศรษฐกิจ และชื่อเสียงของประเทศในระยะยาว
ที่มา – ‘โรม’ ถาม ‘อนุทิน’ เกรงใจใคร ไม่กล้าปราบสแกมเมอร์ เหน็บรัฐบาลใช้โจรจับคดีตัวเอง