ไอเอ็มเอฟชี้เศรษฐกิจแบ่งขั้วฉุดจีดีพีโลก 7%

ประเด็น ไอเอ็มเอฟชี้เศรษฐกิจแบ่งขั้วฉุดจีดีพีโลก 7% กำลังได้รับความสนใจจากแวดวงเศรษฐกิจทั่วโลก เพราะสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ส่งผลเฉพาะด้านความมั่นคงหรือการเมืองเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบต่อการค้า การลงทุน นวัตกรรม และการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ เตือนว่า หากโลกแบ่งกลุ่มทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ความเสียหายอาจมีมูลค่าสูงถึง 7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีโลก

นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ เปิดเผยประเด็นดังกล่าวในงาน 2026 IMF-WBG Annual Meetings ซึ่งเป็นเวทีที่ผู้นำด้านเศรษฐกิจและการเงินจากหลายประเทศร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยระบุว่า แม้สถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่เดินทางไปถึงจุดเลวร้ายที่สุด แต่แนวโน้มความขัดแย้งและการแบ่งขั้วกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง

ไอเอ็มเอฟชี้เศรษฐกิจแบ่งขั้วฉุดจีดีพีโลก 7%

การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจหมายถึงการที่ประเทศต่าง ๆ ลดการพึ่งพากัน และหันไปสร้างห่วงโซ่อุปทาน กลุ่มการค้า หรือพันธมิตรทางเศรษฐกิจของตนเองมากขึ้น แนวทางนี้อาจช่วยให้บางประเทศรู้สึกมั่นคงในระยะสั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น การค้าระหว่างประเทศชะลอตัว และการเข้าถึงตลาดสำคัญทำได้ยากกว่าเดิม

ผลกระทบที่น่ากังวลไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขจีดีพีเท่านั้น ไอเอ็มเอฟมองว่าโลกยังมีต้นทุนจากโอกาสที่สูญเสียไปเมื่อความร่วมมือระหว่างประเทศลดลง ประเทศต่าง ๆ อาจต้องลงทุนซ้ำในโครงการที่สามารถทำร่วมกันได้ ขณะที่ธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบและเส้นทางการผลิตให้สอดคล้องกับข้อจำกัดใหม่ ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้นในท้ายที่สุด

ไอเอ็มเอฟชี้เศรษฐกิจแบ่งขั้วฉุดจีดีพีโลก 7% และกระทบนวัตกรรม

หนึ่งในต้นทุนที่มักถูกประเมินต่ำเกินไปคือการสูญเสียโอกาสด้านความรู้และนวัตกรรม เมื่อ นักวิจัยจากหลายประเทศไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มที่ การค้นพบเทคโนโลยีใหม่อาจใช้เวลานานขึ้น และการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงานสะอาด และสาธารณสุข อาจไม่เกิดขึ้นเร็วเท่าที่ควร

นอกจากนี้ การลดลงของการเดินทาง การศึกษา และการติดต่อระหว่างประชาชนแต่ละประเทศ ยังอาจบั่นทอนความไว้วางใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานของความร่วมมือในทุกระดับ เมื่อความไว้วางใจลดลง การเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันก็ทำได้ยากขึ้น และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหรือมาตรการตอบโต้ที่เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ

ผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ วิกฤตพลังงาน ภัยธรรมชาติ และความผันผวนของตลาดการเงิน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การวางนโยบายเศรษฐกิจต้องคำนึงถึงมิติด้านความมั่นคงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเตรียมพร้อมที่ดีควรเริ่มจากการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงินให้แข็งแรง

รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาวินัยการคลัง ควบคุมการก่อหนี้ให้อยู่ในระดับเหมาะสม และดำเนินนโยบายการเงินอย่างรอบคอบ หากฐานะการคลังเปราะบาง หรือเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจนควบคุมไม่ได้ มาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจในช่วงวิกฤตก็อาจทำได้จำกัด ไอเอ็มเอฟจึงชื่นชมประเทศตลาดเกิดใหม่ที่วางรากฐานด้านการคลัง การเงิน และการกำกับดูแลภาคการเงินอย่างเข้มแข็ง

การกระจายความเสี่ยงต้องมาพร้อมความร่วมมือ

แม้แต่ละประเทศควรกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาแหล่งเดียว แต่การกระจายความเสี่ยงไม่ควรหมายถึงการตัดขาดจากโลก เพราะการบูรณาการทางเศรษฐกิจยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ตัวอย่างเช่น หากยุโรปสามารถเชื่อมโยงโครงข่ายพลังงานเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์ ก็อาจช่วยลดราคาพลังงานได้มากกว่า 10% และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค

สำหรับเอเชีย การลดกำแพงทางการค้า โดยเฉพาะข้อจำกัดที่ไม่ใช่ภาษีนำเข้า อาจช่วยเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ประมาณ 1.8% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร การยกระดับมาตรฐานสินค้า และการเชื่อมโยงระบบขนส่ง ล้วนมีส่วนช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายขนาดใหญ่เสมอไป

บทบาทของอาเซียนในเศรษฐกิจโลก

อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงจากจำนวนประชากร ตลาดผู้บริโภค และฐานการผลิตที่หลากหลาย ประเทศสมาชิกจึงควรส่งเสริมการค้าภายในภูมิภาคให้มากขึ้น ทั้งการลดขั้นตอนทางการค้า พัฒนาระบบดิจิทัล และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างกัน การเพิ่มสัดส่วนการค้าภายในกลุ่มจะช่วยให้อาเซียนรับมือกับความผันผวนจากตลาดภายนอกได้ดีขึ้น

  • ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนให้คล่องตัวและมีต้นทุนต่ำลง
  • สนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม
  • รักษาเสถียรภาพทางการเงินและสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจขนาดเล็ก
  • พัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมอนาคต

โดยสรุป ประเด็น ไอเอ็มเอฟชี้เศรษฐกิจแบ่งขั้วฉุดจีดีพีโลก 7% เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกประเทศทบทวนแนวทางการเติบโต การรักษาความมั่นคงไม่จำเป็นต้องแลกด้วยการปิดกั้นความร่วมมือระหว่างกัน หากรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชนร่วมกันสร้างระบบเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น เปิดกว้าง และมีความรับผิดชอบ โลกก็ยังมีโอกาสเติบโตไปด้วยกันได้ ผู้อ่านควรติดตามทิศทางการค้าและนโยบายเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพราะการตัดสินใจในวันนี้อาจกำหนดความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในอนาคต

ที่มา – ไอเอ็มเอฟ ชี้ “เศรษฐกิจแบ่งขั้ว” เสี่ยงฉุดจีดีพีโลกร่วง 7%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *