กับดักหนี้ประเทศยากจนจ่ายดอกเบี้ยสูง

ปัญหา กับดักหนี้ประเทศยากจนจ่ายดอกเบี้ยสูง กำลังกลายเป็นวิกฤติระดับโลกที่กระทบทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิทธิมนุษยชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายประเทศกำลังพัฒนาต้องนำรายได้จำนวนมากไปชำระหนี้และดอกเบี้ย จนเหลืองบประมาณไม่เพียงพอสำหรับการศึกษา สาธารณสุข การสร้างงาน และการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง องค์กร AIDS Healthcare Foundation หรือ AHF จึงเปิดแคมเปญ “Freedom from Debts” เพื่อชวนสังคมมองเห็นโครงสร้างทางการเงินระหว่างประเทศที่ไม่สมดุล และร่วมผลักดันแนวทางแก้ไขที่เป็นธรรมมากขึ้น

ข้อมูลของ AHF ระบุว่า ในปี 2024 ประเทศกำลังพัฒนาต้องจ่ายดอกเบี้ยสุทธิรวมกันสูงถึง 921 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปีก่อนหน้า เมื่อรวมกับช่องโหว่ทางภาษีและการไหลเวียนของเงินทุนที่ผิดกฎหมาย ประเทศยากจนจึงสูญเสียทรัพยากรจำนวนมหาศาลให้กับระบบเศรษฐกิจโลก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าเงินทุนไม่ได้ไหลไปช่วยพัฒนาประเทศที่ขาดแคลนเสมอไป แต่ในหลายกรณีกลับทำให้ประเทศยากจนต้องอุดหนุนประเทศร่ำรวยมากถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

กับดักหนี้ประเทศยากจนจ่ายดอกเบี้ยสูง กระทบประชาชนอย่างไร

เมื่อรัฐบาลมีภาระหนี้สูง งบประมาณที่ควรนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตจะถูกใช้จ่ายไปกับการชำระหนี้เป็นอันดับแรก ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงตัวเลขทางการเงิน แต่ลุกลามไปถึงโรงเรียน โรงพยาบาล ระบบสวัสดิการ และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน การกู้เงินภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมอาจทำให้รัฐบาลต้องลดการลงทุนด้านสังคม ขึ้นภาษีประชาชน หรือตัดงบประมาณสำคัญ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือกับเจ้าหนี้

ตัวอย่างจากหลายประเทศแสดงให้เห็นความรุนแรงของปัญหาอย่างชัดเจน ศรีลังกาต้องใช้เงินชำระหนี้คิดเป็น 193% ของรายได้รัฐบาล สูงกว่างบการศึกษาถึง 1,606% และสูงกว่างบสาธารณสุข 1,682% ขณะที่ปากีสถานมีภาระชำระหนี้ 188.9% ของรายได้รัฐบาล และสูงกว่างบสาธารณสุขถึง 2,639% ส่วนอียิปต์มีภาระชำระหนี้สูงถึง 276.77% ของรายได้ประเทศ และสูงกว่างบสาธารณสุขประมาณ 2,120% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าหนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรัฐบาลหรือสถาบันการเงิน แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของประชาชนหลายล้านคน

ทำไมกับดักหนี้ประเทศยากจนจ่ายดอกเบี้ยสูงจึงแก้ได้ยาก

สาเหตุสำคัญคือประเทศกำลังพัฒนามักกู้เงินในตลาดที่มีต้นทุนสูงกว่าประเทศร่ำรวย เนื่องจากถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงมากกว่า จึงต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่า แม้บางประเทศจะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและทรัพยากรจำนวนมากก็ตาม นอกจากนี้ เจ้าหนี้เอกชน เช่น ธนาคารพาณิชย์และผู้ถือพันธบัตร ยังถือครองหนี้สาธารณะในสัดส่วนสูง และมักใช้กฎหมายของประเทศตะวันตกในการเรียกร้องชำระหนี้

เมื่อประเทศใดเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ โรคระบาด หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ รัฐบาลควรมีเวลาและงบประมาณสำหรับช่วยเหลือประชาชน แต่ในทางปฏิบัติกลับต้องเร่งชำระหนี้ตามสัญญา หากขอพักหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ ก็อาจถูกเจ้าหนี้เอกชนฟ้องร้อง ตัวอย่างจากชาด แซมเบีย และศรีลังกาแสดงให้เห็นว่า การเจรจาหนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และบางครั้งผลประโยชน์ของเจ้าหนี้ถูกให้ความสำคัญเหนือความอยู่รอดของประชาชน

ในกรณีของประเทศไทย หนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ตามข้อมูลเดือนเมษายน 2026 ประเทศไทยมีภาระชำระหนี้สูงถึง 61.25% ของรายได้รัฐบาล ขณะที่งบประมาณที่นำไปชำระหนี้สูงกว่างบการศึกษาประมาณ 418% และสูงกว่างบสาธารณสุขประมาณ 322% อีกทั้งเจ้าหนี้ของรัฐบาลไทยมากกว่าครึ่งเป็นเจ้าหนี้เอกชนและธนาคารพาณิชย์ จึงควรติดตามอย่างใกล้ชิดว่าภาระดังกล่าวจะส่งผลต่อการจัดสรรงบประมาณในระยะยาวอย่างไร

ข้อเสนอของ AHF เพื่อเปลี่ยนระบบการเงินโลก

AHF เสนอให้ทุกฝ่ายมองวิกฤติหนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ความผิดพลาดของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง การแก้ไขจึงต้องทำทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ โดยมีแนวทางสำคัญดังต่อไปนี้

  • รวมพลังผู้กู้: ประเทศกำลังพัฒนาควรรวมตัวกันเจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและลดการถูกบีบบังคับให้รับเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม การเจรจาร่วมกันจะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ไม่ต้องต่อสู้เพียงลำพัง และสามารถผลักดันมาตรฐานการปรับโครงสร้างหนี้ที่คำนึงถึงประชาชนมากขึ้น
  • พักหนี้โดยอัตโนมัติเมื่อเกิดวิกฤติ: สัญญาเงินกู้ควรกำหนดเงื่อนไขให้พักชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อเกิดโรคระบาด ภัยพิบัติ หรือวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ วิธีนี้จะช่วยให้รัฐบาลนำเงินไปจัดหาอาหาร ยา ที่พักพิง และบริการสาธารณะที่จำเป็นก่อน
  • เก็บภาษีจากความมั่งคั่งของธุรกิจ AI: บริษัทเทคโนโลยีและ AI กำลังสร้างผลกำไรมหาศาลจากข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และแรงงานทั่วโลก AHF เสนอให้พิจารณาจัดเก็บภาษีประมาณ 1% จากผลกำไรของบริษัท AI เพื่อนำไปใช้เป็นกองทุนปลดหนี้ สนับสนุนสวัสดิการ และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศควรกู้เงินโดยไม่รับผิดชอบ หรือปฏิเสธความสำคัญของวินัยทางการคลัง แต่หมายถึงการสร้างระบบที่มีความสมดุลและยุติธรรมมากขึ้น ประเทศผู้กู้ควรมีความโปร่งใสในการจัดการงบประมาณ ขณะเดียวกันประเทศและสถาบันการเงินผู้ให้กู้ก็ควรรับผิดชอบต่อผลกระทบจากเงื่อนไขการปล่อยกู้ด้วย

การแก้ กับดักหนี้ประเทศยากจนจ่ายดอกเบี้ยสูง ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และสื่อมวลชน การเปิดเผยข้อมูลหนี้อย่างเข้าใจง่ายจะช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบนโยบายของรัฐบาลได้ดีขึ้น คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าประเทศเป็นหนี้เท่าไร แต่ควรถามด้วยว่าเป็นหนี้กับใคร จ่ายดอกเบี้ยเท่าไร เงินกู้ถูกใช้เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่หรือไม่ และใครเป็นผู้รับความเสี่ยงเมื่อเศรษฐกิจเกิดปัญหา

หากปล่อยให้ระบบดำเนินต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง วิกฤติหนี้สาธารณะอาจพัฒนาเป็นวิกฤติสิทธิมนุษยชน ประเทศต่าง ๆ จะถูกบังคับให้เลือกระหว่างการจ่ายหนี้กับการปกป้องชีวิตของประชาชน ซึ่งไม่ควรเป็นทางเลือกที่สังคมต้องยอมรับ การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากทรัพยากรของรัฐถูกดูดออกไปด้วยดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม

ความเห็นส่งท้าย: ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและประชาชนทั่วโลกต้องร่วมกันเรียกร้องระบบการเงินที่ให้ความสำคัญกับชีวิตคนมากกว่าผลกำไร การรับมือกับ กับดักหนี้ประเทศยากจนจ่ายดอกเบี้ยสูง ควรเริ่มจากการเปิดข้อมูล สร้างอำนาจต่อรองให้ประเทศผู้กู้ และผลักดันกติกาที่ทำให้เจ้าหนี้รับผิดชอบมากขึ้น หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง วิกฤติหนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเศรษฐกิจโลกที่เป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ที่มา – กับดักหนี้ปท.ยากจนจ่ายดอกสูงAHF ชงรวมพลังแก้นโยบาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *