ดีเอสไอนัดถกคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. สิ้น ก.ย.
ดีเอสไอนัดถกคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. สิ้น ก.ย. เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคม หลังมีรายงานว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ และพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เตรียมนัดประชุมครั้งแรกภายในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินคดีอั้งยี่และฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีมติส่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจำนวน 77 ราย ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาทุจริตการเลือก สว. อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า จำนวน 77 รายตามมติ กกต. จะไม่ใช่กรอบที่ผูกมัดการสอบสวนคดีอาญาของดีเอสไอ เพราะคณะพนักงานสอบสวนต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินเป็นสำคัญ
ดีเอสไอนัดถกคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. สิ้น ก.ย.
สำหรับการประชุมครั้งแรก คาดว่าจะมีการหารือประเด็นสำคัญหลายด้าน ทั้งขอบเขตการสอบสวน รายชื่อผู้ต้องสงสัย หลักฐานที่มีอยู่ และแนวทางประสานข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคดีอาญาของดีเอสไอถือเป็นกระบวนการที่แยกจากสำนวนของ กกต. ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยฉบับละเอียดของ กกต. ซึ่งมีกำหนดจัดทำภายใน 60 วัน
แนวทางดังกล่าวหมายความว่า คณะพนักงานสอบสวนสามารถพิจารณาบุคคลอื่นเพิ่มเติมได้ หากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึง แม้บุคคลนั้นจะไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 77 รายที่ กกต. มีมติส่งฟ้องก็ตาม ขณะเดียวกัน ผู้ที่อยู่ในรายชื่อของ กกต. ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องถูกดำเนินคดีอั้งยี่หรือฟอกเงินโดยอัตโนมัติ เพราะต้องตรวจสอบองค์ประกอบความผิดเป็นรายบุคคล
ประเด็นรายชื่อผู้ต้องหาที่ต้องพิจารณาใหม่
ก่อนหน้านี้ ดีเอสไอและอัยการในฐานะคณะพนักงานสอบสวนเคยมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 รายในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ได้แก่ น.ส.นิสิตา หมั่นชัย นายสุบิน ศักดา นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส นายวงศกร ชนะกิจ น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน นางผกามาศ ไทยนุกูล และนายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น
เมื่อเปรียบเทียบกับรายชื่อ 77 รายที่ กกต. ส่งฟ้องศาลฎีกา พบว่ามีรายชื่อที่ตรงกัน 6 ราย ส่วนอีก 2 ราย ได้แก่ นางผกามาศ ไทยนุกูล และนายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่ กกต. มีมติส่งฟ้อง ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่คณะพนักงานสอบสวนต้องนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งว่า จะดำเนินคดีกับบุคคลทั้งสองต่อไปหรือไม่ รวมถึงต้องรับฟังความเห็นของพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวนด้วย
หลักฐานและเส้นทางการเงินยังเป็นหัวใจสำคัญ
รายงานภายในระบุว่า ดีเอสไอได้ประสานขอข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งสำนวนและหลักฐานจาก กกต. เอกสารเกี่ยวกับเงินเดือนของผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาประจำตัว สว. รวมถึงข้อมูลเส้นทางการเงินจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. แต่ยังพบอุปสรรคในการได้รับข้อมูล
ในส่วนของวุฒิสภา มีการขอเอกสารเกี่ยวกับบุคลากรที่ทำงานใกล้ชิดกับ สว. ทั้ง 138 คน เนื่องจากรายงานการสืบสวนพบเส้นทางการเงินบางส่วนเชื่อมโยงไปยังกลุ่มบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการจัดฮั้ว อย่างไรก็ตาม สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาอ้างข้อจำกัดตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ขณะที่ดีเอสไอเห็นว่าการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการส่งข้อมูลเพื่อใช้ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
- ดีเอสไอต้องตรวจสอบพฤติการณ์ของบุคคลเป็นรายคน
- เส้นทางการเงินอาจนำไปสู่ผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
- หลักฐานของ กกต. และดีเอสไออาจมีขอบเขตแตกต่างกัน
- การดำเนินคดีต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือการให้ปากคำของพยานรหัส 16 ซึ่งมีรายงานว่าเคยให้ข้อมูลในชั้นสอบสวน ก่อนจะมีหนังสือแจ้งแก้ไขคำให้การไปยังประธาน กกต. ภายหลัง คณะพนักงานสอบสวนมองว่า ความจริงหรือความเท็จของคำให้การจะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมด และอาจปรากฏชัดเจนมากขึ้นในชั้นศาล
หากพยานยืนยันว่าคำให้การครั้งแรกเป็นเท็จ ก็อาจมีประเด็นเรื่องการให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวน แต่หากยืนยันว่าคำให้การในชั้นสอบสวนเป็นจริง แล้วเบิกความแตกต่างในศาล ก็อาจเข้าสู่อีกประเด็นหนึ่งตามกฎหมาย ทั้งนี้ การชี้ขาดต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟัง
สำหรับข้อสงสัยว่าดีเอสไอจะสามารถดำเนินคดีกับกรรมการบริหารพรรค นักการเมือง หรือ สส. ที่ไม่ได้ถูกระบุในมติของ กกต. ได้หรือไม่นั้น หลักสำคัญยังอยู่ที่พยานหลักฐาน หากพบความเชื่อมโยงกับพฤติการณ์อั้งยี่หรือการฟอกเงิน คณะพนักงานสอบสวนก็มีหน้าที่พิจารณาตามกฎหมาย โดยไม่จำกัดเฉพาะรายชื่อเดิม
ในภาพรวม ดีเอสไอนัดถกคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. สิ้น ก.ย. จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางสอบสวนอย่างเป็นทางการ สังคมควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน และแยกแยะระหว่างข้อกล่าวหา พยานหลักฐาน และคำตัดสินของศาล การดำเนินคดีที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ยึดติดกับจำนวนรายชื่อเพียงอย่างเดียว จะช่วยให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าอย่างมีความน่าเชื่อถือ
ที่มา – ดีเอสไอนัดถกคดี “อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.” สิ้น ก.ย.นี้ ยันไม่ผูกมัดยึดตาม 77 รายชื่อ กกต.