ทอท. เซ็น AOTGA ผู้ให้บริการภาคพื้น-คลังสินค้า 25 ปี

ทอท. เซ็น AOTGA ผู้ให้บริการภาคพื้น-คลังสินค้า 25 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญของสนามบินสุวรรณภูมิ หลังบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOTGA เพื่อดำเนินงานด้านบริการภาคพื้นและคลังสินค้า โดยมีระยะเวลาสัญญารวม 25 ปี ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ รองรับจำนวนเที่ยวบินและปริมาณสินค้าทางอากาศที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทอท. เซ็นสัญญา AOTGA ผู้ให้บริการภาคพื้น-คลังสินค้า 25 ปี

การลงนามครั้งนี้ครอบคลุม 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง หรือ Ground Support Equipment (GSE) รวมถึงโครงการให้บริการคลังสินค้า หรือ Cargo ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดย AOTGA ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินงานในฐานะผู้ประกอบการรายที่ 3

โครงการดังกล่าวดำเนินการตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนและเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ การเปิดให้มีผู้ให้บริการเพิ่มขึ้นจะช่วยสร้างทางเลือกให้สายการบิน และสนับสนุนการแข่งขันด้านคุณภาพบริการภายในสนามบิน

เหตุผลที่ ทอท. เซ็น AOTGA ผู้ให้บริการภาคพื้น-คลังสินค้า 25 ปี

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการยกระดับระบบบริการภาคพื้นให้มีความคล่องตัวและรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินได้ดียิ่งขึ้น งานภาคพื้นมีบทบาทตั้งแต่การนำอุปกรณ์เข้าประจำหลุมจอด การขนถ่ายสัมภาระ การดูแลผู้โดยสาร ไปจนถึงการสนับสนุนเครื่องบินก่อนและหลังการเดินทาง หากกระบวนการเหล่านี้ทำได้รวดเร็วและเป็นระบบ จะช่วยลดความล่าช้าของเที่ยวบินและเพิ่มความพึงพอใจให้ผู้โดยสาร

  • เพิ่มขีดความสามารถของสนามบิน: รองรับเที่ยวบินและสายการบินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
  • เพิ่มทางเลือกให้สายการบิน: ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้บริการที่เหมาะกับรูปแบบการดำเนินงานมากขึ้น
  • พัฒนาการขนส่งสินค้า: เพิ่มศักยภาพคลังสินค้าและกระบวนการขนส่งทางอากาศ
  • สร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ: ลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการให้บริการ
  • ยกระดับมาตรฐานการบริการ: ใช้ตัวชี้วัดผลงานหรือ KPI ควบคุมคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับโครงการ GSE นั้น AOTGA จะเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่จำเป็น โดยคาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ในปี 2570 การเตรียมงานล่วงหน้ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะบริการภาคพื้นต้องอาศัยทั้งบุคลากรที่มีทักษะ ระบบปฏิบัติงานที่ชัดเจน และอุปกรณ์ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนโครงการ Cargo จะมีการก่อสร้างคลังสินค้าและจัดเตรียมระบบสนับสนุนด้านต่าง ๆ คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 23 เดือน ก่อนเข้าสู่การให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ คลังสินค้าแห่งใหม่จะช่วยรองรับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ การส่งออกสินค้าเกษตร สินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ และสินค้าที่มีความต้องการขนส่งแบบเร่งด่วน ซึ่งล้วนเป็นตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวในอนาคต

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ทอท. กำหนดให้มีตัวชี้วัดประสิทธิภาพการให้บริการ หรือ KPI อยู่ในสัญญาร่วมลงทุน พร้อมเงื่อนไขบทลงโทษและค่าปรับ หากผู้ดำเนินงานไม่สามารถทำได้ตามมาตรฐานที่กำหนด แนวทางนี้ช่วยให้ผู้ให้บริการต้องรักษาคุณภาพและความต่อเนื่องของงานอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการเริ่มต้นโครงการให้ได้ตามกำหนดเท่านั้น แต่ต้องบริหารงานให้มีประสิทธิภาพตลอดอายุสัญญา

ในมุมของผู้โดยสารและผู้ประกอบการ ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือการเดินทางที่สะดวกขึ้น การจัดการสัมภาระที่มีประสิทธิภาพ และการลดโอกาสเกิดความล่าช้าจากกระบวนการภาคพื้น ขณะเดียวกันสายการบินและผู้ประกอบการโลจิสติกส์จะมีทางเลือกในการใช้บริการมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเทียบกับสนามบินชั้นนำในภูมิภาค

โดยสรุป ทอท. เซ็น AOTGA ผู้ให้บริการภาคพื้น-คลังสินค้า 25 ปี เป็นการลงทุนระยะยาวที่เชื่อมโยงทั้งภาคการบินและโลจิสติกส์เข้าด้วยกัน หาก AOTGA สามารถดำเนินงานตามแผน พร้อมรักษามาตรฐาน KPI ได้อย่างต่อเนื่อง โครงการนี้จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของสนามบินสุวรรณภูมิและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ผู้เกี่ยวข้องจึงควรติดตามความคืบหน้าการเปิดบริการ GSE และการก่อสร้างคลังสินค้าอย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็นอีกก้าวสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานการบินไทย

ที่มา – เซ็นแล้ว “ทอท.-AOTGA” ผู้ให้บริการภาคพื้น-คลังสินค้า รายที่ 3 @สนามบินสุวรรณภูมิ สัญญา 25 ปี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *