บุกรวบม้ากดเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สูญ 1.2 ล้าน
คดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงสร้างความเสียหายให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ล่าสุดตำรวจเร่งติดตามคดีหลอกลวงนักศึกษาหนุ่มวัย 22 ปี ชาวอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ หลังถูกคนร้ายแอบอ้างเป็นตำรวจไซเบอร์ ก่อนข่มขู่ให้โอนเงินและนำทรัพย์สินไปส่งมอบ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1.2 ล้านบาท
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า มิจฉาชีพไม่ได้ใช้เพียงการโทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังใช้เอกสารปลอม การสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และคำพูดที่สร้างความหวาดกลัว เพื่อทำให้เหยื่อไม่มีเวลาตั้งสติหรือตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ
บุกรวบม้ากดเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังตุ๋นนักศึกษาสูญ 1.2 ล้าน
ตามข้อมูลคดี เมื่อวันที่ 18 ต.ค. พล.ต.ต.เอนก ศรีกิจรัตน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน สภ.สตึก เร่งคลี่คลายคดี หลังผู้เสียหายเข้าแจ้งความว่าถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง โดยคนร้ายอ้างตัวเป็นตำรวจไซเบอร์ และส่งเอกสารผ่านไลน์เพื่อกล่าวหาว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย
คนร้ายใช้วิธีพูดคุยในลักษณะกดดัน พร้อมข่มขู่ว่าหากไม่ให้ความร่วมมืออาจถูกดำเนินคดี จากนั้นจึงหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ นอกจากนี้ยังอ้างว่าจะช่วยอายัดกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เป็นการชั่วคราว ทำให้เหยื่อเชื่อว่ากำลังเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่จริง
บุกรวบม้ากดเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากเส้นทางการเงิน
นอกจากเงินสดแล้ว คนร้ายยังใช้กล้องวิดีโอเพื่อสำรวจทรัพย์สินภายในบ้านของผู้เสียหาย ก่อนสั่งให้นักศึกษาหนุ่มนำสร้อยทองและนาฬิกาของผู้ปกครองออกไปส่งมอบ ความเสียหายทั้งหมดจึงไม่ได้เกิดจากการโอนเงินเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงทรัพย์สินมีค่าที่ถูกหลอกให้ส่งต่อด้วย รวมมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท ผู้เสียหายเข้าแจ้งความไว้ที่ สน.ฉลองกรุง เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2569
หลังรับแจ้งเหตุ ชุดสืบสวนได้ติดตามเส้นทางการเงินและรวบรวมข้อมูลจากธุรกรรมต่าง ๆ จนพบความเชื่อมโยงไปยังนายอัครพล หรือ “นิก” อายุ 35 ปี ซึ่งทำหน้าที่ตระเวนกดเงินให้กับขบวนการ ตำรวจติดตามจนพบตัวผู้ต้องสงสัยที่โรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี และเข้าจับกุมได้ในเวลาต่อมา
ระหว่างการจับกุม เจ้าหน้าที่ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวน 6 เครื่อง และบัตรเอทีเอ็มที่มีชื่อบุคคลอื่นอีก 5 ใบ สิ่งของเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานสำคัญในการขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการรายอื่น รวมถึงตรวจสอบว่ามีผู้เสียหายรายใดถูกหลอกในรูปแบบเดียวกันอีกหรือไม่
จากการสอบสวนเบื้องต้น นายอัครพลรับสารภาพว่าเคยรับจ้างกดเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์มาแล้วหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหายังไม่ยอมเปิดเผยจุดซ่อนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งหมด เจ้าหน้าที่จึงอยู่ระหว่างการสอบสวนและติดตามเส้นทางเงินเพิ่มเติม เพื่อเร่งนำทรัพย์สินกลับคืนให้ผู้เสียหาย
กลโกงที่ควรรู้เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อ
คดีนี้มีจุดสังเกตหลายประการที่ประชาชนควรจดจำไว้ หากมีบุคคลโทรศัพท์หรือส่งข้อความมาอ้างเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือหน่วยงานรัฐ แล้วขอให้โอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ควรหยุดการสนทนาและตรวจสอบกับหน่วยงานนั้นโดยตรงทันที หน่วยงานรัฐไม่มีนโยบายให้ประชาชนโอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และไม่สั่งให้ประชาชนโอนทรัพย์สินไปเก็บไว้กับบุคคลอื่น
- อย่ากดลิงก์หรือเปิดไฟล์จากผู้ส่งที่ไม่รู้จัก แม้เอกสารจะมีตราสัญลักษณ์หรือชื่อหน่วยงานดูน่าเชื่อถือ
- อย่าแจ้งรหัสผ่าน รหัส OTP เลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลบัญชีธนาคารให้บุคคลอื่น
- หากถูกข่มขู่ ให้ตั้งสติ วางสาย และโทรตรวจสอบกับหมายเลขทางการของหน่วยงานนั้นด้วยตนเอง
- อย่าเปิดกล้องให้คนแปลกหน้าดูทรัพย์สินภายในบ้าน เพราะข้อมูลดังกล่าวอาจถูกใช้วางแผนหลอกเอาทรัพย์
- หากโอนเงินไปแล้ว ให้รีบติดต่อธนาคารเพื่อขอระงับธุรกรรม พร้อมแจ้งตำรวจโดยเร็วที่สุด
วิธีรับมือเมื่อสงสัยว่าถูกหลอก
ผู้ที่พบพฤติกรรมน่าสงสัยควรเก็บหลักฐานทั้งหมดไว้ เช่น หมายเลขโทรศัพท์ บัญชีธนาคาร แชต เสียงสนทนา เอกสาร และภาพหน้าจอ จากนั้นรีบติดต่อธนาคารต้นทางเพื่อขออายัดเงิน รวมถึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะความรวดเร็วมีผลต่อโอกาสติดตามเงินคืน ยิ่งแจ้งเหตุเร็ว เจ้าหน้าที่ก็ยิ่งมีโอกาสตรวจสอบและระงับเส้นทางการเงินได้ทัน
กรณีของ บุกรวบม้ากดเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ทำหน้าที่กดเงินหรือรับโอนเงินให้ขบวนการก็อาจถูกติดตามจับกุมได้เช่นกัน การรับจ้างเปิดบัญชี รับบัตรเอทีเอ็ม หรือถอนเงินแทนผู้อื่นโดยไม่ตรวจสอบที่มา อาจทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความผิดโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นไม่ควรให้ผู้อื่นยืมบัญชี บัตร หรือข้อมูลส่วนตัวโดยเด็ดขาด
เบื้องต้นตำรวจสามารถอายัดเงินคืนได้ประมาณ 70,000 บาท ส่วนทรัพย์สินและเงินที่เหลืออยู่ระหว่างเร่งขยายผลติดตามกลับคืนให้ผู้เสียหาย คดีนี้จึงยังต้องติดตามความคืบหน้าว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถขยายผลไปถึงผู้สั่งการและสมาชิกส่วนอื่นของแก๊งได้มากน้อยเพียงใด
บทเรียนสำคัญคือ หากมีใครอ้างเป็นตำรวจไซเบอร์แล้วเร่งให้โอนเงินหรือส่งมอบทรัพย์สิน ให้ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย อย่าตัดสินใจตามคำขู่เพียงลำพัง ควรปรึกษาครอบครัว ตรวจสอบกับหน่วยงานทางการ และแจ้งเหตุทันทีเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจบานปลาย
ที่มา – บุกรวบ “ม้ากดเงิน” แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นตำรวจไซเบอร์ ตุ๋นนักศึกษาสูญ 1.2 ล้าน!
