ปกรณ์ไม่กังวลติด 1 ใน 18 รัฐมนตรี ชี้ข้อกล่าวหาไม่ชัด
ประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจกำลังได้รับความสนใจจากสังคม หลังฝ่ายค้านยื่นญัตติตามมาตรา 151 โดยมีรายชื่อรัฐมนตรีรวม 18 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกกังวลกับการถูกอภิปราย เพราะเชื่อว่าการทำงานที่ผ่านมาอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย และพร้อมชี้แจงหากมีการตั้งคำถามอย่างชัดเจน
นายปกรณ์มองว่า การตรวจสอบรัฐบาลผ่านกลไกรัฐสภาเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายค้านสามารถตั้งข้อสังเกตหรือยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่ข้อกล่าวหาควรระบุรายละเอียดให้ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องใด เกิดขึ้นเมื่อใด และมีพฤติการณ์อย่างไร เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถเตรียมข้อมูลมาตอบได้อย่างตรงประเด็น
ปกรณ์ไม่กังวลติด 1 ใน 18 รัฐมนตรี
สำหรับกรณีที่มีชื่อเป็นหนึ่งใน 18 รัฐมนตรีที่ฝ่ายค้านเตรียมอภิปราย นายปกรณ์กล่าวว่า ปกรณ์ไม่กังวลติด 1 ใน 18 รัฐมนตรี เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด และยังคงใช้ชีวิตตามปกติ กินอิ่มนอนหลับได้อย่างสบายใจ ทั้งยังมองว่าการอภิปรายควรนำเสนอเหตุผลและหลักฐาน มากกว่าการใช้ถ้อยคำกล่าวหาที่กว้างหรือคลุมเครือ
ข้อกล่าวหาต้องชัดเจนและตรวจสอบได้
นายปกรณ์ระบุว่า หากฝ่ายค้านกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมรับผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ก็ควรอธิบายให้ชัดว่าผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นในลักษณะใด ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ และมีหลักฐานอะไรสนับสนุน เพราะหากกล่าวหาเพียงลอย ๆ ผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ทราบว่าควรตอบคำถามหรือชี้แจงในประเด็นใด
เขายังย้ำว่า การกล่าวหาในเรื่องที่อาจเกี่ยวข้องกับความผิดทางแพ่ง อาญา วินัย หรือการปกครอง ควรมีข้อมูลและหลักฐานประกอบอย่างเหมาะสม เมื่อพบข้อสงสัยก็สามารถส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบตามขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง
- ข้อกล่าวหาควรระบุประเด็นอย่างตรงไปตรงมา
- การอภิปรายควรอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและข้อเท็จจริง
- เรื่องที่มีมูลควรส่งต่อให้หน่วยงานตรวจสอบดำเนินการ
- ผู้ถูกกล่าวหาควรมีโอกาสชี้แจงข้อมูลอย่างเป็นธรรม
บทบาทฝ่ายกฎหมายกับการทำงานเพื่อประเทศ
เมื่อถูกถามถึงการทำงานด้านกฎหมายที่อาจถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้พรรคภูมิใจไทย นายปกรณ์ชี้แจงว่า หน้าที่ของเขาคือการให้คำแนะนำเพื่อไม่ให้รัฐบาลดำเนินการใด ๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย หากพบว่าสิ่งใดทำไม่ได้หรือมีความเสี่ยงทางกฎหมาย ก็จะบอกให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างตรงไปตรงมา
นายปกรณ์เปรียบเทียบการทำหน้าที่ของตนว่า หากจะเรียกว่าเป็น “นั่งร้าน” ก็เป็นนั่งร้านให้ประเทศ ไม่ใช่ให้พรรคการเมืองหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพราะการทำงานด้านกฎหมายมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ฝ่ายบริหารตัดสินใจอย่างรอบคอบ และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง
รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายยังยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย แม้จะได้รับเชิญจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เข้ามาทำงาน โดยภารกิจหลักคือการปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบ หากพรรคหรือบุคคลใดต้องการสอบถามปัญหาด้านกฎหมาย ก็สามารถอธิบายข้อมูลให้เข้าใจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นสมาชิกหรือทำงานในฐานะตัวแทนพรรค
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ควรเป็นเพียงเวทีตอบโต้ทางการเมือง แต่ควรเป็นโอกาสให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน การตั้งคำถามที่มีหลักฐานรองรับจะช่วยให้การตรวจสอบมีน้ำหนัก ขณะเดียวกันรัฐมนตรีที่ถูกพาดพิงก็ควรชี้แจงอย่างโปร่งใสและตอบให้ตรงกับข้อกล่าวหา
สำหรับท่าทีของนายปกรณ์ เขายืนยันอีกครั้งว่า ปกรณ์ไม่กังวลติด 1 ใน 18 รัฐมนตรี ที่ถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมระบุว่าหากภารกิจของตนเสร็จสิ้นเมื่อใด ก็พร้อมเดินหน้าต่อไปตามความเหมาะสม ท่าทีดังกล่าวจึงเป็นการแสดงความมั่นใจว่า การทำงานที่ผ่านมาเป็นไปตามกรอบกฎหมายและสามารถตรวจสอบได้
มุมมองสำคัญ: การตรวจสอบทางการเมืองจะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อทุกฝ่ายยึดข้อเท็จจริง หลักฐาน และเหตุผลเป็นหลัก ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากการอภิปรายอย่างรอบด้าน แล้วพิจารณาด้วยตนเองว่าคำชี้แจงของแต่ละฝ่ายมีความชัดเจนและน่าเชื่อถือเพียงใด
ที่มา – ‘ปกรณ์’ ไม่กังวลติด 1 ใน 18 รัฐมนตรี ฝ่ายค้าน จ่อซักฟอก มอง ข้อกล่าวหาเลื่อนลอย-ไม่ชัดเจน