ประธาน Fed กลายเป็นเหยี่ยวจำใจ ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก

ประธาน Fed กลายเป็นเหยี่ยวจำใจ หลังธนาคารกลางสหรัฐตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี สู่ระดับ 3.75–4.00% แม้ก่อนหน้านี้ เควิน วอร์ช หรือ Kevin Warsh เคยมีท่าทีสนับสนุนการลดดอกเบี้ยมากกว่า แต่สถานการณ์เงินเฟ้อ ตลาดพันธบัตร และความน่าเชื่อถือของเฟด ทำให้เขาต้องเปลี่ยนบทบาทอย่างชัดเจน

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มองว่า การลงมติครั้งนี้น่าสนใจมาก เพราะคณะกรรมการเฟดลงคะแนนเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เสียง ไม่ใช่การตัดสินใจของประธานเฟดเพียงคนเดียว และไม่ใช่ภาพของคณะกรรมการที่ถูกลากให้ขึ้นดอกเบี้ยอย่างไม่เต็มใจ

ประธาน Fed กลายเป็นเหยี่ยวจำใจ

คำว่า “เหยี่ยวจำใจ” สะท้อนสถานการณ์ของวอร์ชได้ค่อนข้างตรง เขาอาจไม่ได้ต้องการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากตั้งแต่แรก แต่ข้อมูลเศรษฐกิจและสัญญาณจากตลาดทำให้ทางเลือกในการคงดอกเบี้ยแคบลงเรื่อย ๆ หากเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ วอร์ชจะต้องอธิบายว่าทำไมจึงเปลี่ยนจากท่าทีที่เคยส่งสัญญาณไว้ และอาจทำให้ตลาดตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางอีกครั้ง

ย้อนกลับไปในการประชุมเดือนกรกฎาคม เฟดตัดสินใจคงดอกเบี้ย แม้กรรมการ 3 คนจะโหวตให้ขึ้น หลังจากนั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวกลับปรับตัวสูงขึ้น และไม่ได้ลดลงกลับไปสู่ระดับเดิมอย่างจริงจัง เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่า ตลาดอาจไม่ได้เชื่อว่าการผ่อนคลายนโยบายจะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นทันที แต่อาจกังวลว่าเฟดควบคุมเงินเฟ้อได้ไม่ดีพอ

ประธาน Fed กลายเป็นเหยี่ยวจำใจเพราะอะไร

เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้น ทั้งที่เฟดยังไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ย ตลาดกำลังเรียกผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ พูดง่าย ๆ คือ เฟดอาจพยายามผ่อนคลายเงื่อนไขทางการเงิน แต่ตลาดกลับทำให้บางส่วนของระบบการเงินตึงตัวขึ้นเอง

ต่อมาในการประชุม Jackson Hole ช่วงปลายเดือนสิงหาคม วอร์ชเปลี่ยนโทนการสื่อสารอย่างชัดเจน เขาระบุว่า ตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงฤดูร้อนยังไม่ทำให้มั่นใจว่าแนวโน้มพื้นฐานกำลังปรับตัวดีขึ้นมากพอ เมื่อประธานเฟดวางมาตรฐานไว้ว่าต้องเห็นเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายอย่างชัดเจนและรวดเร็ว การไม่ดำเนินการใด ๆ หลังจากนั้นจึงเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก

ก่อนการประชุม ตลาดให้น้ำหนักโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยไว้เกือบ 90% ดังนั้น การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนมากนัก แต่รายละเอียดในประมาณการดอกเบี้ย หรือ Dot Plot กลับส่งสัญญาณที่สำคัญกว่า

  • ค่ากลางดอกเบี้ยสิ้นปี 2026 เพิ่มเป็น 4.1% จากเดิม 3.8%
  • ค่ากลางของปี 2027 เพิ่มเป็น 4.1% จากเดิม 3.6%
  • ประมาณการปี 2028 เพิ่มเป็น 3.9% จากเดิม 3.4%
  • ประมาณการระยะยาวเพิ่มเป็น 3.2% จากเดิม 3.1%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า หลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ เฟดยังมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปีนี้ ที่สำคัญคือในประมาณการรอบก่อน เฟดเคยมองว่าปีหน้าจะเริ่มลดดอกเบี้ย แต่รอบล่าสุดค่ากลางของปี 2026 และ 2027 กลับอยู่ในระดับเดียวกัน ทำให้เส้นทางการลดดอกเบี้ยในปีหน้าหายไปจากภาพหลัก

จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 18 คน มีถึง 16 คนที่มองว่าดอกเบี้ยควรปรับขึ้นอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปีนี้ และในจำนวนดังกล่าวมี 4 คนที่มองว่าควรขึ้นอีกสองครั้ง ขณะที่มีเพียง 2 คนเท่านั้นที่เห็นว่าระดับดอกเบี้ยปัจจุบันเพียงพอแล้ว ข้อมูลนี้ชี้ว่าจุดยืนเข้มงวดไม่ได้เกิดจากวอร์ชเพียงคนเดียว แต่เป็นมุมมองที่มีผู้สนับสนุนอย่างกว้างขวางในคณะกรรมการ

ด้านเศรษฐกิจ เฟดปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ขึ้นเป็น 2.3% ในปีนี้ และ 2.4% ในปีหน้า พร้อมประเมินอัตราว่างงานไว้ที่ 4.1% ตั้งแต่ปีนี้จนถึงปี 2029 จึงไม่ใช่การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่วิกฤต แต่เป็นการขึ้นดอกเบี้ยเพราะเฟดเชื่อว่าเศรษฐกิจยังแข็งแรงและสามารถรองรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นได้

ในมุมเงินเฟ้อ เฟดปรับประมาณการ PCE ในปีนี้ขึ้นเป็น 3.7% และ Core PCE เป็น 3.4% ขณะเดียวกันยังปรับประมาณการเงินเฟ้อในปี 2028 ขึ้นเล็กน้อย สะท้อนว่าเฟดเริ่มยอมรับว่าเงินเฟ้ออาจใช้เวลานานกว่าที่คาดกว่าจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% โดยคาดว่าจะกลับถึงระดับดังกล่าวในปี 2029

แม้เงินเฟ้อพื้นฐานบางรายการจะชะลอลง เช่น Core CPI ที่ลดจาก 2.9% ในเดือนพฤษภาคม เหลือ 2.4% ในเดือนสิงหาคม แต่ตัวเลขรายเดือนล่าสุดยังเพิ่มขึ้น 0.3% ขณะที่ Core PCE อยู่แถว 3.2% และราคาสินค้าหลายหมวดยังเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% ทั้งในกรอบ 6 เดือนและ 12 เดือน เฟดจึงยังไม่มั่นใจว่าแรงกดดันด้านราคาจะหายไปอย่างยั่งยืน

มองในภาพรวม การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้มีทั้งเหตุผลด้านข้อมูลเศรษฐกิจและเหตุผลด้านความน่าเชื่อถือ เฟดไม่ต้องการให้ตลาดเชื่อว่าธนาคารกลางจะยอมปล่อยให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม คำถามที่สำคัญกว่าคือ หลังจากวอร์ชขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมาแล้ว เฟดจะหยุดที่ระดับใด และจะใช้ข้อมูลชุดไหนเป็นตัวตัดสินใจในครั้งต่อไป

สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ควรติดตามไม่ใช่เพียงตัวเลขดอกเบี้ย แต่รวมถึงทิศทางเงินเฟ้อ ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว การจ้างงาน และถ้อยแถลงของกรรมการเฟด เพราะปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวบอกว่า “เหยี่ยวจำใจ” จะต้องเดินหน้าเข้มงวดต่อ หรือเริ่มผ่อนคลายได้ในอนาคต หากเงินเฟ้อยังเหนียวแน่น ตลาดก็อาจต้องเตรียมรับดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่เคยคาดไว้

โดยสรุป ประธาน Fed กลายเป็นเหยี่ยวจำใจไม่ใช่เพราะถูกตลาดบังคับเพียงอย่างเดียว แต่เพราะข้อมูล เงินเฟ้อ ความเห็นของกรรมการ และคำพูดก่อนหน้านี้ทำให้การคงดอกเบี้ยเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนสูงขึ้น นักลงทุนจึงควรติดตามท่าทีของเฟดอย่างใกล้ชิด และวางแผนการลงทุนโดยเผื่อความเป็นไปได้ที่ดอกเบี้ยสหรัฐจะอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะ

ที่มา – “ดร.พิพัฒน์” มองประธาน Fed กลายเป็นเหยี่ยวจำใจ หลังขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *