ประมูลรถเมล์ EV ขสมก. เฟส 2 รวม 800 คัน
โครงการ ประมูลรถเมล์ EV ขสมก. เฟส 2 กำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม หลังองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เตรียมจัดหารถโดยสารพลังงานไฟฟ้าจำนวน 800 คัน วงเงินประมาณ 8,139.9162 ล้านบาท เพื่อยกระดับการเดินทางของประชาชนและทดแทนรถเมล์ปรับอากาศรุ่นเก่าที่ใช้งานมานานกว่า 30 ปี
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 โดยกำหนดใช้งบประมาณประจำปี 2570 รูปแบบโครงการจะเป็นการเช่ารถพร้อมการให้บริการเป็นระยะเวลา 7 ปี ซึ่งแนวทางนี้ช่วยให้ ขสมก. สามารถบริหารจัดการรถใหม่ได้คล่องตัวขึ้น ทั้งด้านการบำรุงรักษา การรับประกัน และการควบคุมคุณภาพการให้บริการ
ประมูลรถเมล์ EV ขสมก. เฟส 2 เดินหน้าเปิด TOR
ขสมก. เตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงคุณธรรมร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ในวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เพื่อสร้างความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถติดตามตรวจสอบขั้นตอนสำคัญของโครงการได้มากขึ้น
หลังจากนั้นจะเร่งจัดทำรายละเอียดขอบเขตงาน หรือ TOR เพื่อเปิดประมูลอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะใช้เวลาประกวดราคาไม่เกิน 3 เดือน และลงนามสัญญากับผู้ชนะประมูลได้ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2570 หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน รถล็อตแรกจะเริ่มส่งมอบภายใน 300 วัน หรือประมาณกลางปี 2570
ประมูลรถเมล์ EV ขสมก. เฟส 2 ช่วยเปลี่ยนรถเก่า
รถไฟฟ้าจำนวน 800 คันในเฟส 2 จะเข้ามาให้บริการร่วมกับรถ EV จากโครงการเฟสแรกจำนวน 1,520 คัน รวมเป็นรถโดยสารพลังงานสะอาดทั้งหมด 2,320 คันตามเป้าหมายของกระทรวงคมนาคม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญคือ ลดการพึ่งพารถเมล์เก่าที่มีปัญหาชำรุดบ่อย และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารในกรุงเทพฯ
รถที่จะทยอยปลดระวางประกอบด้วยรถโดยสารปรับอากาศครีมน้ำเงินและรถแดวูสีส้ม ซึ่งบางส่วนมีอายุการใช้งานมากกว่า 30 ปี แม้รถรุ่นเก่าจะมีบทบาทสำคัญต่อระบบขนส่งสาธารณะมาเป็นเวลานาน แต่เมื่อใช้งานต่อเนื่องย่อมมีต้นทุนซ่อมบำรุงสูง รวมทั้งอาจสร้างความไม่มั่นใจให้กับผู้โดยสารในเรื่องความปลอดภัยและความตรงต่อเวลา
ความคืบหน้ารถเมล์ EV ขสมก. เฟสแรก
สำหรับโครงการเฟสแรกจำนวน 1,520 คัน มีวงเงินงบประมาณ 15,355.6 ล้านบาท โดยบริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูลด้วยวงเงิน 14,905 ล้านบาท และว่าจ้างกลุ่ม NEX ซึ่งประกอบด้วยบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA กับบริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) ผลิตรถโดยสารยี่ห้อ FOTON จากประเทศจีน
แผนการส่งมอบรถในเฟสแรกแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ 500 คันแรกภายในเดือนมีนาคม 2570 อีก 500 คันในช่วงปลายเดือนเมษายน และอีก 520 คันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เมื่อรวมกันแล้วจะครบทั้ง 1,520 คันตามแผน ซึ่งจะช่วยให้ ขสมก. สามารถปรับเส้นทางและเพิ่มจำนวนรถใหม่ในพื้นที่ที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่นได้อย่างเหมาะสม
ประโยชน์ด้านต้นทุนและสิ่งแวดล้อม
การนำรถเมล์ EV มาใช้งานคาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของ ขสมก. ได้หลายด้าน ปัจจุบันหน่วยงานมีค่าซ่อมบำรุงรถโดยสารมากกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี และมีค่าน้ำมันอีกประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี เมื่อเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานคาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 800 ล้านบาทต่อปี
นอกจากการประหยัดต้นทุนด้านพลังงานแล้ว ระบบรถไฟฟ้ายังช่วยลดมลพิษทางอากาศและเสียงรบกวนในเมือง โดยเฉพาะตามเส้นทางที่มีรถโดยสารวิ่งเป็นจำนวนมาก หากนำระบบชำระค่าโดยสารอัตโนมัติมาใช้ร่วมกัน ก็อาจลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเก็บค่าโดยสารได้อีกประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี ขสมก. ประเมินว่าการดำเนินงานโดยรวมอาจช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่า 4,100 ล้านบาทต่อปี
- ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรถโดยสารรุ่นเก่า
- ลดการใช้น้ำมันและลดมลพิษจากการเดินรถ
- เพิ่มความสะดวกสบายและความมั่นใจให้ผู้โดยสาร
- รองรับการเชื่อมต่อกับระบบตั๋วร่วมและระบบขนส่งสาธารณะอื่น
- เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเส้นทางและจำนวนรถ
ค่าโดยสารรถเมล์ EV จะอยู่ที่เท่าไร
เบื้องต้น ขสมก. วางแนวคิดค่าโดยสารรถเมล์ EV ไว้ที่ 15 บาท 20 บาท และ 25 บาท โดยอัตราจริงยังต้องรอแนวนโยบายจากกระทรวงคมนาคม รวมถึงการหารือกับกระทรวงการคลัง เนื่องจากผู้โดยสารส่วนหนึ่งเคยใช้รถเมล์ร้อนที่มีค่าโดยสารประมาณ 8 บาท การปรับราคาจึงควรคำนึงถึงภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนเป็นสำคัญ
แนวทางช่วยเหลือที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ได้แก่ การใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการเชื่อมโยงระบบตั๋วร่วมกับรถไฟฟ้า ซึ่งมีค่าโดยสารอยู่ในช่วงประมาณ 17-45 บาท หากระบบตั๋วร่วมสามารถใช้งานได้สะดวก ก็จะช่วยให้ผู้โดยสารวางแผนการเดินทางและควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น
รถเมล์ร้อนจะหายไปทั้งหมดหรือไม่
แม้จะมีการนำรถ EV มาแทนที่รถเก่า แต่ ขสมก. ยังมีแผนเก็บรถเมล์ร้อนไว้ประมาณ 700 คัน เพื่อใช้เป็นรถสำรองในกรณีฉุกเฉินหรือช่วงที่มีความต้องการเดินทางสูง นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษาการนำรถบางส่วนไปปรับใช้เป็นคาเฟ่หรือรถท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินเดิมให้คุ้มค่ามากที่สุด
ภาพรวมของ ประมูลรถเมล์ EV ขสมก. เฟส 2 จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรถรุ่นเก่าเป็นรถรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างต้นทุน การพัฒนาระบบชำระเงิน และการยกระดับบริการขนส่งสาธารณะทั้งระบบ ความสำเร็จของโครงการจะขึ้นอยู่กับความโปร่งใสของการประมูล การส่งมอบรถตรงเวลา และการกำหนดค่าโดยสารที่ประชาชนเข้าถึงได้
สำหรับผู้โดยสาร สิ่งที่ควรติดตามต่อไปคือรายละเอียด TOR ตารางการประมูล เส้นทางที่จะนำรถใหม่ไปให้บริการ และมาตรการช่วยเหลือด้านค่าโดยสาร หากทุกหน่วยงานทำงานตามแผน รถเมล์ EV จะเป็นอีกก้าวสำคัญของกรุงเทพฯ สู่ระบบขนส่งที่สะอาด ประหยัด และตอบโจทย์การเดินทางในชีวิตประจำวันมากขึ้น
มุมมองน่าจับตา: โครงการนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อรถใหม่มาพร้อมบริการที่ตรงเวลา ระบบตั๋วที่ใช้งานง่าย และค่าโดยสารที่เหมาะสม เพราะหัวใจของขนส่งสาธารณะไม่ใช่แค่การมีรถที่ทันสมัย แต่คือการทำให้ประชาชนเลือกใช้ได้จริงในทุกวัน
ที่มา – ลุยTORประมูลรถเมล์EVขสมก.เฟส2 รวม 800 คัน 8,139 ล้าน เช่าขับ7ปี ใช้แทนรถเมล์แอร์คันเก่า



