ผลกระทบคนซื้อรถหลังขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า 35%
ประเด็น ผลกระทบคนซื้อรถหลังขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า 35% กำลังได้รับความสนใจจากผู้ที่วางแผนซื้อรถไฟฟ้านำเข้า โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV และรถยนต์ไฟฟ้าที่มีเครื่องยนต์ช่วยปั่นไฟ หรือ REEV ซึ่งนำเข้าทั้งคันจากต่างประเทศและไม่ได้เข้าร่วมมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ
หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต รถยนต์ไฟฟ้ากลุ่มดังกล่าวจะถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 35% โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนฐานการผลิตรถยนต์ในประเทศ เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในไทย และจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาตั้งโรงงานอย่างจริงจัง
ผลกระทบคนซื้อรถหลังขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า 35%
สิ่งที่ผู้ซื้อควรเข้าใจก่อนคือ ภาษีสรรพสามิตไม่ได้คำนวณจากราคาขายปลีกหน้าศูนย์โดยตรง แต่คำนวณจากราคานำเข้า หรือราคา CIF ซึ่งเป็นฐานราคาก่อนบวกกำไรของผู้จำหน่ายและภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น เมื่ออัตราภาษีเพิ่มขึ้น ต้นทุนของผู้นำเข้าจะสูงขึ้นตั้งแต่ต้นทาง และมีโอกาสถูกส่งต่อมายังราคาขายรถในตลาด
คำนวณภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นอย่างไร
หากเปรียบเทียบอัตราภาษีเดิมกับอัตราใหม่ที่ 35% ผู้ซื้อควรดูส่วนต่างของอัตราภาษีเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น หากรถยนต์ไฟฟ้านำเข้ามีราคาฐาน CIF อยู่ที่ 500,000 บาท และเดิมเสียภาษีสรรพสามิต 15% ภาษีเดิมจะอยู่ที่ประมาณ 75,000 บาท ขณะที่ภาษีอัตราใหม่ 35% จะอยู่ที่ประมาณ 175,000 บาท ทำให้ภาระภาษีเพิ่มขึ้น 100,000 บาทต่อคัน ก่อนคำนวณภาษีและต้นทุนรายการอื่น
ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างเพื่อช่วยให้เห็นภาพ เพราะราคาขายจริงยังขึ้นอยู่กับอัตราภาษีเดิมของรถแต่ละรุ่น เงื่อนไขการนำเข้า ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ อัตราแลกเปลี่ยน ค่าการตลาด และนโยบายของผู้จำหน่าย หากผู้ประกอบการผลักภาระต้นทุนทั้งหมดให้ผู้ซื้อ ราคาหน้าร้านก็อาจปรับเพิ่มขึ้นตามส่วนต่างดังกล่าว แต่บางแบรนด์อาจเลือกทำโปรโมชั่นหรือลดกำไรเพื่อรักษายอดขาย
- รถที่มีฐาน CIF สูง จะได้รับผลกระทบเป็นจำนวนเงินมากกว่า
- รถนำเข้าที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการรัฐอาจมีต้นทุนเพิ่มชัดเจนที่สุด
- รถที่ประกอบในไทยอาจมีความได้เปรียบด้านต้นทุนและราคา
- ผู้ซื้อควรตรวจสอบว่ารถรุ่นนั้นเข้าข่ายภาษีอัตราใหม่หรือไม่
ผู้ซื้อควรวางแผนอย่างไรหลังปรับภาษี
สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถไฟฟ้า ควรสอบถามตัวแทนจำหน่ายให้ชัดเจนว่ารถคันที่สนใจนำเข้าก่อนหรือหลังวันที่มาตรการมีผล รวมถึงขอรายละเอียดราคาขาย เงื่อนไขโปรโมชั่น และการรับประกันราคาเป็นลายลักษณ์อักษร หากเป็นรถที่มีสต็อกอยู่ในประเทศก่อนวันที่ 1 มกราคม 2570 อาจมีเงื่อนไขด้านภาษีแตกต่างจากรถที่นำเข้ารุ่นใหม่ แต่รายละเอียดต้องขึ้นอยู่กับประกาศและแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ผู้ซื้อควรเปรียบเทียบรถนำเข้ากับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตหรือประกอบในไทย เพราะรุ่นในประเทศอาจมีราคาและแคมเปญที่น่าสนใจมากขึ้นเมื่อภาครัฐต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตัดสินใจจากราคาเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาค่าบำรุงรักษา ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ ความพร้อมของสถานีชาร์จ ศูนย์บริการ และมูลค่าขายต่อประกอบกัน
โดยสรุป ผลกระทบคนซื้อรถหลังขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า 35% อาจทำให้รถยนต์ไฟฟ้านำเข้าบางรุ่นมีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะรุ่นที่มีราคาฐานนำเข้าสูงและไม่มีสิทธิ์ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ แต่ราคาขายจริงจะมากน้อยเพียงใดยังขึ้นอยู่กับการบริหารต้นทุนและกลยุทธ์ของแต่ละแบรนด์ ผู้ที่มีแผนซื้อรถควรติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด เปรียบเทียบหลายรุ่น และขอใบเสนอราคาที่ระบุเงื่อนไขให้ครบก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ได้รถที่คุ้มค่ากับงบประมาณมากที่สุด
หากกำลังวางแผนซื้อรถไฟฟ้า การเช็กสิทธิ์ทางภาษีและสถานะการนำเข้าตั้งแต่วันนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากราคาที่เปลี่ยนแปลง และทำให้ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบมากขึ้น
ที่มา – เปิดผลกระทบคนซื้อรถหลัง จ่ายแพงขึ้นแค่ไหน หลัง ครม. ขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า 35%