พริษฐ์ ชี้รัฐบาลทำน้อยเกินไปเตรียมรับวิกฤตภาษีสหรัฐฯ

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และในฐานะคณะกรรมการงบประมาณปี 69 ได้อภิปรายถึงความกังวลด้านการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลที่ยังไม่ได้เตรียมพร้อมเพียงพอต่อวิกฤตเศรษฐกิจจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชนในประเทศ

พริษฐ์ ชี้รัฐบาลทำน้อยเกินไปจัดงบปี 69

แม้รัฐบาลจะเริ่มจัดทำงบประมาณปี 2569 ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตภาษีจากสหรัฐฯ แต่นายพริษฐ์ชี้ว่าคณะกรรมการงบประมาณที่มีเสียงข้างมากมาจากฝ่ายบริหารนั้น ไม่ได้จัดลำดับความสำคัญอย่างรอบคอบในการใช้เงินงบประมาณเพื่อเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและผลกระทบที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ นายพริษฐ์เปรียบเทียบกับเมื่อ 5 ปีก่อน ที่คณะกรรมการงบประมาณปี 64 มีการปรับงบประมาณใหม่ถึง 31,000 ล้านบาท เพื่อรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 แต่ในปีงบประมาณ 2569 มีการปรับงบประมาณเพียงแค่ 8,000 ล้านบาทเพื่อเตรียมตัวรับมือกับปัญหาจากภาษีตอบโต้สหรัฐฯ สิ่งที่ประเทศไทยต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงแค่มียอดรวมงบประมาณสูง

ปัญหาความซ้ำซ้อนระบบราชการ

หนึ่งในประเด็นที่เน้นย้ำโดย นายพริษฐ์ คือ ปัญหาความซ้ำซ้อนในระบบราชการ ซึ่งทำให้หน่วยงานต่างๆ ใช้ทรัพยากรไปกับกิจกรรมที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อนกัน แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ แยกกันทำ แย่งกันทำ และย้ายออกไปทำ

  • ปัญหาแยกกันทำ: เช่น โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มยกระดับทักษะแรงงานที่มีการสร้างแยกกันในหลายหน่วยงาน โดยไม่มีการควบรวม แม้ในบางกรณีจะเป็นแพลตฟอร์มเดิมที่มีอยู่แล้ว
  • ปัญหาแย่งกันทำ: มีหลายกรมในกระทรวงพาณิชย์แย่งกันดำเนินงานเดียวกัน เช่น การประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรที่อาจมีหน่วยงานอื่นเหมาะสมกว่า
  • ปัญหาย้ายออกไปทำ: เกิดจากการตั้งหน่วยงานใหม่แยก出来เพื่อทำงานเดียวกันกับที่มีอยู่เดิม เช่น การตั้งสำนักนโยบายและแผนในหลายกระทรวง

หากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างการจัดงบประมาณและการควบรวมหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน ก็จะทำให้ประเทศไม่มีงบประมาณเหลือเพียงพอในกรณีฉุกเฉิน หรือในสถานการณ์วิกฤตมหาศาลที่เกิดขึ้นภายหลัง

ทั้งนี้ นายพริษฐ์ ย้ำว่า ควรมีการพิจารณาเรื่องการควบรวมหน่วยงานและลดหลั่นการจัดทำแผนขึ้นหิ้งจำนวนมาก เป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานทำงานร่วมกันมากขึ้น มีความคล่องตัวสูง และสามารถตอบสนองต่อปัญหาเศรษฐกิจได้ทันที

การจัดทำงบประมาณที่ไม่พิจารณาวางแผนอย่างรอบด้านสามารถส่งผลกระทบต่อสังคมในหลายด้าน ดังนั้นทุกบาทที่ถูกใช้ในงบประมาณควรจะถูกวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ดังนั้น ทุกฝ่ายควรได้ร่วมมือกันในการปรับปรุงการบริหารจัดสรรงบประมาณและการทำงานของภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อเตรียมรับวิกฤตทางเศรษฐกิจในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ‘พริษฐ์’ ชี้รัฐบาลทำน้อยเกินไปจัดงบปี 69 ไม่เตรียมแผนต่อกรภาษีทรัมป์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *