ภาษีบาป 2% ไม่ได้เอื้อเอกชน จ่ายเท่าเดิม ส่งตรงคลัง
ประเด็น ภาษีบาป 2% ไม่ได้เอื้อเอกชน จ่ายเท่าเดิม ส่งตรงคลัง กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้ประกอบการ หลังกรมสรรพสามิตออกมาชี้แจงแนวทางปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีจากสินค้าที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสังคม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ภาษีบาป” โดยยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่การลดภาษีเพื่อช่วยเหลือภาคเอกชน แต่เป็นการปรับช่องทางนำส่งรายได้ให้เข้าสู่คลังแผ่นดินโดยตรง
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการที่เคยชำระภาษีส่วนเพิ่ม 2% จะยังคงต้องจ่ายภาษีในอัตราเดิม ไม่มีการลดภาระภาษีแต่อย่างใด สิ่งที่จะเปลี่ยนคือการแก้ไขกฎหมายและโครงสร้างทางการเงิน เพื่อให้เงินจำนวนดังกล่าวถูกนำส่งเข้าระบบงบประมาณของประเทศ แทนการจัดสรรให้กองทุนหรือหน่วยงานบางแห่งโดยตรง
ภาษีบาป 2% ไม่ได้เอื้อเอกชน จ่ายเท่าเดิม ส่งตรงคลัง
หัวใจสำคัญของแนวทางนี้คือ ผู้ประกอบการยังคงเสียภาษีในจำนวนเท่าเดิม เพียงแต่รูปแบบการจัดเก็บจะถูกปรับให้เป็นส่วนหนึ่งของภาษีสรรพสามิตตามปกติ หากมีการยกเลิกภาษีส่วนเพิ่ม 2% รัฐบาลจะต้องออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีสินค้ากลุ่มดังกล่าวให้มีผลใกล้เคียงกับอัตราที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน
ดังนั้น ข่าวนี้จึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการลดภาษีหรือเปิดทางให้เอกชนประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะยอดเงินที่ต้องชำระยังเท่าเดิม ความแตกต่างอยู่ที่ปลายทางของเงิน ซึ่งจากเดิมอาจถูกจัดสรรเข้ากองทุนเฉพาะด้าน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นการนำส่งเข้าคลังโดยตรง เพื่อให้รัฐบาลบริหารผ่านกระบวนการงบประมาณอย่างเป็นระบบมากขึ้น
เหตุผลที่ต้องปรับโครงสร้างภาษีบาป
การปรับโครงสร้างครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ซึ่งมุ่งนำรายได้จากสินค้าที่มีผลกระทบต่อสังคมกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน โดยให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงินการคลัง การจัดเก็บรายได้อย่างโปร่งใส และการวางแผนงบประมาณที่ตรวจสอบได้
กรมสรรพสามิตเห็นว่า การให้กองทุนรับเงินก่อนแล้วจึงส่งคืนคลัง หรือปรับทิศทางเงินในภายหลัง อาจทำให้เกิดขั้นตอนซ้ำซ้อน แนวทางใหม่จึงพยายามลดกระบวนการที่ไม่จำเป็น โดยให้รายได้เข้าสู่คลังตั้งแต่ต้น จากนั้นหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องสามารถเสนอแผนงานและขอรับการจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนปกติ
4 หน่วยงานที่ต้องเข้าสู่ระบบงบประมาณ
โครงสร้างใหม่นี้จะส่งผลต่อหน่วยงานและกองทุนเดิม 4 แห่งที่เคยได้รับเงินจากภาษีบาปนอกระบบงบประมาณ ได้แก่
- องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส
- กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.
- กองทุนผู้สูงอายุ
- กองทุนพัฒนาการกีฬา
หน่วยงานเหล่านี้จะต้องเปลี่ยนมาเข้าสู่กระบวนการยื่นขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 เช่นเดียวกับหน่วยงานราชการอื่น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าภารกิจของกองทุนจะยุติลงทันที แต่หมายถึงการจัดสรรเงินจะต้องผ่านการพิจารณาตามกรอบงบประมาณและแผนงานของรัฐ
ประชาชนและผู้ประกอบการควรติดตามอะไร
สำหรับผู้ประกอบการ สิ่งที่ควรติดตามคือร่างกฎกระทรวง อัตราภาษีใหม่ และวันเริ่มต้นบังคับใช้ เพราะแม้หลักการจะระบุว่าต้องจ่ายภาษีในอัตราเดิม แต่รายละเอียดด้านเอกสาร ขั้นตอนการยื่นแบบ และวิธีนำส่งเงินอาจมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับโครงสร้างใหม่ ผู้ประกอบการควรเตรียมตรวจสอบระบบบัญชีและวางแผนการชำระภาษีล่วงหน้า
ส่วนประชาชนควรติดตามว่าการนำเงินเข้าสู่คลังโดยตรงจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและทำให้การใช้จ่ายตอบโจทย์สังคมมากขึ้นหรือไม่ เพราะเมื่อเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำเสนอแผนงาน เป้าหมาย และความจำเป็นเพื่อขอรับงบประมาณในแต่ละปี
โดยสรุป ภาษีบาป 2% ไม่ได้เอื้อเอกชน จ่ายเท่าเดิม ส่งตรงคลัง คือการปรับเส้นทางของรายได้ ไม่ใช่การลดภาษี ผู้ประกอบการยังมีภาระจ่ายเท่าเดิม ขณะที่กองทุนต่าง ๆ จะต้องเข้าสู่ระบบงบประมาณตามกติกาเดียวกับหน่วยงานรัฐทั่วไป มุมมองที่น่าสนใจคือ หากบริหารอย่างโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูลเพียงพอ แนวทางนี้อาจช่วยให้สังคมตรวจสอบการใช้เงินภาษีได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรสื่อสารรายละเอียดให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและสร้างความมั่นใจแก่ทุกฝ่าย
ที่มา – สรรพสามิต แจงปมภาษีบาป 2% ไม่ได้เอื้อเอกชน ชี้ต้องจ่ายเหมือนเดิม แต่จะแก้ กม.นำส่งตรงเข้าแผ่นดิน