รัฐสภาไทย สานพลังเพื่อความปลอดภัยทางถนน

ความปลอดภัยทางถนนไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะทุกคนล้วนต้องเดินทางบนถนนไม่ว่าจะไปทำงาน ไปเรียน ไปโรงพยาบาล หรือกลับบ้านไปหาครอบครัว รัฐสภาจึงจัดงาน “รัฐสภาไทย สานพลังเพื่อความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 3” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 โดยร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. และภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน เพื่อผลักดันให้การลดอุบัติเหตุเป็นวาระสำคัญของประเทศ

หัวใจสำคัญของเวทีนี้คือการประกาศเจตนารมณ์ร่วม ตั้งเป้าลดการบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 50 ภายในปี 2573 พร้อมผลักดันให้ความปลอดภัยทางถนนเป็นนโยบายหลักที่มีการเชื่อมโยงทั้งกฎหมาย งบประมาณ การปฏิบัติงาน และการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ

รัฐสภาไทย สานพลังเพื่อความปลอดภัยทางถนน

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ความปลอดภัยในการเดินทางถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ทุกคนควรสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอันตรายร้ายแรงระหว่างทาง การแก้ปัญหาจึงไม่ควรมองเฉพาะพฤติกรรมของผู้ขับขี่ แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมด ทั้งถนน ยานพาหนะ สภาพแวดล้อม ระบบขนส่ง และการช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ

แนวคิดสำคัญคือ มนุษย์อาจผิดพลาดได้ แต่ระบบควรได้รับการออกแบบให้ช่วยลดโอกาสเกิดเหตุและจำกัดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ตัวอย่างเช่น การปรับปรุงจุดเสี่ยง การจัดทางข้ามให้ปลอดภัย การควบคุมความเร็ว การติดตั้งไฟส่องสว่าง และการพัฒนายานพาหนะที่มีมาตรฐาน ล้วนเป็นมาตรการที่ช่วยป้องกันความสูญเสียได้มากกว่าการรณรงค์ให้ประชาชนระมัดระวังเพียงอย่างเดียว

บทบาทของรัฐสภาไทย สานพลังเพื่อความปลอดภัยทางถนน

ประธานรัฐสภาวางกรอบการทำงานไว้ 3 ด้าน ได้แก่ การออกและปรับปรุงกฎหมาย การผลักดันและตรวจสอบงบประมาณสำหรับป้องกันอุบัติเหตุ และการกำกับติดตามการทำงานของฝ่ายบริหาร ทั้งสามด้านต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน เพราะมีกฎหมายที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีงบประมาณและระบบติดตามที่ทำให้เกิดผลจริงในพื้นที่

  • ด้านกฎหมาย: ปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์และสนับสนุนการเดินทางที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ถนนทุกกลุ่ม
  • ด้านงบประมาณ: จัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขจุดเสี่ยง พัฒนาถนน เพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่ง และสนับสนุนการแพทย์ฉุกเฉิน
  • ด้านการติดตาม: ตรวจสอบผลการทำงานของหน่วยงานรัฐ พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนมีส่วนร่วมติดตาม

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการเชื่อมฐานข้อมูลอุบัติเหตุ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ปัจจุบันข้อมูลอุบัติเหตุอาจมาจากหลายแหล่งและมีรูปแบบแตกต่างกัน การมีฐานข้อมูลกลางจะช่วยให้เห็นภาพปัญหาชัดขึ้น สามารถระบุจุดเสี่ยง กลุ่มผู้ใช้ถนนที่ได้รับผลกระทบ และช่วงเวลาที่เกิดเหตุบ่อย เพื่อนำไปวางแผนแก้ไขได้ตรงจุด

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนคือกุญแจสำคัญ

การแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนไม่สามารถฝากไว้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ รัฐสภามีหน้าที่ด้านกฎหมายและการตรวจสอบ ฝ่ายบริหารต้องนำมาตรการไปปฏิบัติ ท้องถิ่นควรได้รับอำนาจและงบประมาณเพื่อจัดการจุดเสี่ยงในชุมชน ส่วนภาคเอกชนควรมีส่วนร่วมในการผลิตและจำหน่ายยานพาหนะที่ปลอดภัยในราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้

ภาควิชาการยังมีบทบาทในการจัดทำข้อมูล มาตรฐาน และข้อเสนอที่อ้างอิงจากหลักฐาน ขณะที่ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนสามารถสะท้อนเสียงของผู้ประสบเหตุ ครอบครัวผู้สูญเสีย และประชาชนในพื้นที่ รวมถึงช่วยตรวจสอบว่ามาตรการต่าง ๆ ถูกนำไปใช้จริงหรือไม่ ความร่วมมือเช่นนี้จะทำให้การทำงานไม่หยุดอยู่เพียงการประกาศนโยบาย แต่สามารถต่อยอดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

เป้าหมาย 3 ประการของเวทีความปลอดภัยทางถนน

พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ในฐานะรองประธานกรรมการที่ปรึกษาเพื่อความปลอดภัยทางถนนของรัฐสภา กล่าวว่า เวทีครั้งนี้มีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ ผลักดันแนวทางระบบที่ปลอดภัยให้เป็นกรอบนโยบายของประเทศ สร้างความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนทำงานไปในทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายควบคู่กับมาตรการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล

  1. ผลักดันแนวคิดระบบที่ปลอดภัยให้เป็นนโยบายระดับประเทศ
  2. ประสานหน่วยงานและเครือข่ายให้ร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง
  3. จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำไปใช้ได้จริงและติดตามผลได้

คณะกรรมการที่ปรึกษาฯ จึงมีบทบาทเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การมีหน่วยงานกลางช่วยประสานงานจะลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน และทำให้แต่ละฝ่ายเห็นเป้าหมายร่วมกันชัดเจนมากขึ้น

จากนโยบายสู่การเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน

พันธกิจจากการประกาศเจตนารมณ์ร่วมครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การผลักดันยุทธศาสตร์และกฎหมาย การลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต การประสานความร่วมมือ การใช้อำนาจนิติบัญญัติด้านกฎหมายและงบประมาณ ไปจนถึงการยกระดับข้อมูลอุบัติเหตุ การพัฒนาถนน ยานพาหนะ พฤติกรรมผู้ใช้ถนน และระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

สำหรับประชาชน การเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เช่น คาดเข็มขัดนิรภัย สวมหมวกกันน็อก ไม่ขับรถเร็ว ไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ และไม่ขับขี่หลังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบไม่ควรตกอยู่กับประชาชนเพียงฝ่ายเดียว ภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้การเดินทางปลอดภัยมากขึ้น เช่น ถนนที่มีมาตรฐาน ป้ายจราจรที่มองเห็นชัด ระบบขนส่งที่เข้าถึงได้ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเป็นธรรม

เป้าหมายลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุลงร้อยละ 50 ภายในปี 2573 เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่สามารถเข้าใกล้ได้หากทุกฝ่ายทำงานต่อเนื่อง ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และประเมินผลอย่างโปร่งใส เวที “รัฐสภาไทย สานพลังเพื่อความปลอดภัยทางถนน” จึงมีความสำคัญในฐานะจุดเริ่มต้นของการรวมพลังเพื่อเปลี่ยนความปลอดภัยทางถนนจากคำประกาศให้กลายเป็นการลงมือทำจริง

ท้ายที่สุด ถนนที่ปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นคุณภาพชีวิตที่ทุกคนมีสิทธิได้รับ หากรัฐสภา หน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น เอกชน นักวิชาการ สื่อ และประชาชนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง ประเทศไทยก็มีโอกาสลดความสูญเสียและสร้างระบบการเดินทางที่ปลอดภัยสำหรับคนทุกวัยได้ เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยการเคารพกติกา ใช้ถนนอย่างมีสติ และช่วยกันส่งเสียงสนับสนุนนโยบายที่ให้ความสำคัญกับชีวิตประชาชน

ที่มา – รัฐสภาไทย สานพลังเพื่อความปลอดภัยทางถนน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *