ศาลฎีกาพบร่องรอยคดีฮั้ว สว. รื้อคดีใหม่ได้

ประเด็นการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ยังคงได้รับความสนใจจากสังคมอย่างต่อเนื่อง หลังนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า หากศาลฎีกาพบพยานหลักฐานหรือร่องรอยความเชื่อมโยงในคดีฮั้ว สว. มากกว่าที่ กกต. เคยวินิจฉัยไว้ ก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาพิจารณาและดำเนินการรื้อคดีใหม่ได้ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

การชี้แจงครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณารับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสอบถามถึงแนวทางป้องกันการทุจริตในการเลือก สว. รวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับเอกสารสำนวนสอบสวนที่อาจรั่วไหลออกไปสู่บุคคลภายนอก

ศาลฎีกาพบร่องรอยคดีฮั้ว สว. รื้อคดีใหม่ได้

นายแสวงอธิบายว่า กกต. ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการจัดตั้งกลุ่มหรือการประสานงานเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงในการเลือก สว. เนื่องจากการรวมตัวของผู้สมัครจำนวนมากอาจเกินกว่าความมุ่งหมายของกฎหมาย แม้ผู้สมัครจะสามารถเดินทางด้วยกัน พักโรงแรมเดียวกัน หรืออยู่ในกลุ่มอาชีพเดียวกันได้ หากการกระทำดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายและระเบียบที่มีผลบังคับใช้ในขณะนั้น

ก่อนหน้านี้ กกต. เคยออกระเบียบเกี่ยวกับการแนะนำตัว โดยกำหนดให้ผู้สมัครพิจารณาข้อมูลจากประวัติของผู้สมัครรายอื่น และไม่สามารถขอคะแนนโดยตรงได้ รวมทั้งมีแนวทางห้ามนำโพยเข้าไปในสถานที่เลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ระเบียบดังกล่าวถูกยกเลิกในเวลาต่อมา ทำให้การพิจารณาคดีจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเป็นสำคัญ

ศาลฎีกาพบร่องรอยคดีฮั้ว สว. รื้อคดีใหม่ได้อย่างไร

ในส่วนของสำนวนคดี นายแสวงระบุว่า คำวินิจฉัยของ กกต. จะชี้แจงทั้งข้อเท็จจริงและเหตุผลอย่างครบถ้วน เอกสารที่เกี่ยวข้องจะถูกส่งต่อให้ศาลฎีกาพิจารณา ซึ่งรวมถึงคำวินิจฉัย ความเห็นของเลขาธิการ กกต. ความเห็นของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และความเห็นของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36

หากศาลฎีกาพบข้อมูลใหม่ หรือพบความเชื่อมโยงของบุคคลและเหตุการณ์มากกว่าที่ปรากฏในสำนวนเดิม กกต. สามารถดำเนินการตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏได้ การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะตัดสินผู้ใดล่วงหน้า แต่เป็นการเปิดช่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมอย่างเป็นระบบและอยู่ภายใต้กระบวนการทางกฎหมาย

นายแสวงยังย้ำด้วยว่า การเลือก สว. เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม มีผู้มีสิทธิเลือกมากกว่า 3,000 คน เจ้าหน้าที่ กกต. ได้ลงพื้นที่ตรวจตราและจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งหมด เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบ โดย กกต. ไม่ได้นิ่งนอนใจกับข้อร้องเรียนหรือข้อสงสัยที่เกิดขึ้น

กกต.เร่งตรวจสอบสำนวนและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ร้อยตำรวจเอกชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. และประธานคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เปิดเผยว่า ยังมีสำนวนอีก 3 เรื่องที่ถูกเสนอต่อ กกต. แล้ว แต่ กกต. มีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม คาดว่าจะทราบผลได้ในเร็ว ๆ นี้ ส่วนกรณีเอกสารหลุดนั้น มีการแจ้งความดำเนินคดีแล้ว และผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดเก็บเอกสารจะต้องถูกตรวจสอบตามขั้นตอน

ประเด็นเอกสารหลุดถูกหยิบยกขึ้นมาซักถามในสภา โดยนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของ กกต. ว่ามีบุคคลภายในรู้เห็นหรือปล่อยให้ข้อมูลออกไปถึงมือบุคคลภายนอกหรือไม่ และการรั่วไหลดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อพรรคการเมืองอย่างไร

ร้อยตำรวจเอกชนินทร์ชี้แจงว่า สำนวนอยู่ในการดูแลของตนประมาณ 4 เดือน และจัดเก็บไว้ในตู้เอกสารอย่างเหมาะสม ไม่เคยพบว่าสำนวนหลุดจากจุดที่รับผิดชอบ ขณะที่นายแสวงระบุว่า เอกสารต้องผ่านผู้เกี่ยวข้องหลายชั้น จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในเพื่อค้นหาข้อเท็จจริง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

  • กกต. จะส่งคำวินิจฉัยและความเห็นที่เกี่ยวข้องให้ศาลฎีกา
  • ศาลฎีกาสามารถพิจารณาข้อมูลหรือความเชื่อมโยงที่ปรากฏเพิ่มเติมได้
  • กกต. อาจดำเนินการใหม่ หากพบข้อเท็จจริงสำคัญตามกระบวนการกฎหมาย
  • กรณีเอกสารหลุดอยู่ระหว่างการสอบสวนและดำเนินคดี

ข้อสังเกตต่อกระบวนการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.

สาระสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่การแยกให้ชัดเจนระหว่างพฤติกรรมที่สามารถทำได้ตามกฎหมายกับพฤติกรรมที่อาจสะท้อนการสมคบหรือจัดการคะแนนเสียง การเดินทางร่วมกันหรือการพักสถานที่เดียวกันเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ามีการกระทำผิด จำเป็นต้องพิจารณาหลักฐานประกอบหลายด้าน เช่น การสื่อสาร การจัดเตรียมเอกสาร เส้นทางการเงิน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และพฤติกรรมในวันเลือกตั้ง

ดังนั้น การที่ศาลฎีกาพบร่องรอยคดีฮั้ว สว. รื้อคดีใหม่ได้ จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะศาลจะพิจารณาจากหลักฐานและข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงกระแสสังคมหรือข้อกล่าวหาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การเปิดเผยข้อมูลเท่าที่กฎหมายอนุญาตจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และทำให้ประชาชนเข้าใจขั้นตอนการทำงานของ กกต. มากขึ้น

โดยสรุป นายแสวงยืนยันว่า กกต. พร้อมส่งข้อมูลให้ศาลฎีกา และหากพบความเชื่อมโยงเพิ่มเติมก็สามารถดำเนินการตามกรอบกฎหมายได้ ประชาชนจึงควรติดตามผลการสอบสวนและคำวินิจฉัยอย่างรอบคอบ พร้อมเปิดพื้นที่ให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพราะความโปร่งใสและหลักฐานที่ตรวจสอบได้คือหัวใจสำคัญของการคลี่คลายคดีฮั้ว สว.

ที่มา – ‘แสวง’ชี้หากศาลฎีกาพบร่องรอยความเชื่อมโยงคดีฮั้ว สว.มากขึ้น ก็รื้อคดีใหม่ได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *