ศุภชัยย้ำรัฐจัดสรรงบประมาณได้ ไม่แทรกแซงสื่อ
ศุภชัยย้ำรัฐจัดสรรงบประมาณได้ ไม่แทรกแซงสื่อ หลังเกิดการถกเถียงเกี่ยวกับระบบเงินบำรุงขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส โดยประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การควบคุมเนื้อหาข่าวหรือการสั่งการฝ่ายข่าว แต่เป็นเรื่องการบริหารเงินสาธารณะให้มีความโปร่งใส มีเหตุผล และตรวจสอบได้ตามหลักประชาธิปไตย
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เสนอให้สังคมแยกสองเรื่องออกจากกันอย่างชัดเจน นั่นคือความเป็นอิสระของสื่อกับความรับผิดชอบในการใช้เงินของประชาชน การนำระบบการเงินกลับมาทบทวนจึงไม่ควรถูกตีความทันทีว่าเป็นความพยายามทำลายหรือแทรกแซงสื่อสาธารณะ
ศุภชัยย้ำรัฐจัดสรรงบประมาณได้ ไม่แทรกแซงสื่อ
ในระบบรัฐสภา รัฐมีหน้าที่จัดเก็บรายได้และจัดสรรงบประมาณแผ่นดินภายใต้กฎหมาย การใช้เงินสาธารณะจึงควรมีที่มา มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีผู้รับผิดชอบ และเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบได้ นายศุภชัยมองว่า หลักการดังกล่าวเป็นหัวใจของการบริหารประเทศที่ประชาชนควรได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมา
ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาคือ พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดให้ไทยพีบีเอสได้รับเงินบำรุงองค์การจากฐานภาษีสุราและยาสูบ โดยกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บ กลไกนี้ทำให้ไทยพีบีเอสมีรายได้เฉพาะทางและไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดสรรงบประมาณรายปีแบบหน่วยงานรัฐทั่วไป
ผู้สนับสนุนระบบเดิมอธิบายว่า การมีรายได้ที่มั่นคงช่วยให้สื่อสาธารณะทำงานได้อย่างอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาการตัดสินใจทางการเมืองในแต่ละปี ขณะที่ฝ่ายที่เสนอให้ทบทวนเห็นว่า เมื่อองค์กรมีรายได้จากเงินที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ก็ควรมีกลไกตรวจสอบที่รอบด้านและสอดคล้องกับบริบทปัจจุบันมากขึ้น
ศุภชัยย้ำรัฐจัดสรรงบประมาณได้ ไม่แทรกแซงสื่อ และต้องตรวจสอบได้
นายศุภชัยยอมรับว่า แนวคิดการออกแบบระบบเงินบำรุงในอดีตมีเหตุผล โดยเฉพาะความต้องการสร้างหลักประกันด้านการเงินให้สื่อสาธารณะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยไม่ถูกกดดันจากรัฐบาลหรือกลุ่มทุน อย่างไรก็ตาม เขาตั้งคำถามว่า ระบบที่ออกแบบไว้เกือบ 20 ปีควรได้รับการประเมินใหม่หรือไม่ เพราะโลกของสื่อ เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้รับสาร และโครงสร้างการเงินของประเทศเปลี่ยนแปลงไปมาก
การทบทวนระบบไม่ได้หมายความว่าต้องยกเลิกไทยพีบีเอส และไม่ได้หมายความว่ารัฐจะเข้าไปกำหนดว่าองค์กรควรเสนอข่าวอย่างไร สิ่งที่ควรพิจารณาคือการวางระบบงบประมาณที่ทำให้ประชาชนเห็นภาพรวมของรายได้และค่าใช้จ่ายได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงมีช่องทางให้รัฐสภาและหน่วยงานตรวจสอบทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เงินสาธารณะควรมีที่มาและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน
- การใช้จ่ายควรเปิดเผยข้อมูลและมีผู้รับผิดชอบ
- การตรวจสอบต้องไม่กลายเป็นการสั่งการเนื้อหาข่าว
- ความเป็นอิสระของสื่อต้องดำเนินควบคู่กับความรับผิดชอบทางการเงิน
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือโครงสร้างค่าใช้จ่ายและจำนวนบุคลากรของไทยพีบีเอส มีการตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบันองค์กรมีบุคลากรเกือบ 1,300 คน และมีค่าใช้จ่ายหลายด้าน ทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ การจ้างบุคลากรหลังเกษียณกลับมาปฏิบัติงาน รวมถึงการจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษและบริษัทภายนอกผลิตรายการ
ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าการใช้จ่ายรายการใดผิดกฎหมายหรือเป็นการทุจริต แต่เป็นคำถามด้านประสิทธิภาพและความคุ้มค่าที่ควรได้รับคำอธิบายจากองค์กรอย่างเป็นระบบ หากมีการจ่ายค่าตอบแทนในอัตราสูง หรือมีการจ้างงานซ้ำซ้อน ประชาชนก็ควรได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่า ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นช่วยสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างไร
นอกจากเงินบำรุงประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทแล้ว ยังมีรายได้อื่น เช่น ค่าบำรุงโครงข่าย ดอกเบี้ย และรายได้จากแหล่งต่าง ๆ ทำให้ภาพรวมการใช้จ่ายอาจสูงกว่าตัวเลขที่สังคมรับรู้ การเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้การอภิปรายอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่การคาดเดาหรือการกล่าวหาลอย ๆ
ขณะเดียวกัน มีเสียงสะท้อนจากบุคลากรและอดีตผู้ปฏิบัติงานในวงการสื่อที่ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพ คุณธรรม และความโปร่งใสขององค์กร รวมถึงการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สิน การจัดซื้อจัดจ้าง และการจ้างผลิตรายการ การเข้าตรวจสอบไม่ได้แปลว่าองค์กรมีความผิด แต่เป็นกระบวนการตามปกติที่ควรดำเนินไปด้วยความเป็นธรรม และทุกฝ่ายควรรอผลตามขั้นตอน
ความเป็นอิสระของสื่อกับการใช้งบประมาณอยู่ร่วมกันได้
หัวใจของข้อเสนอคือการแยกอำนาจด้านบรรณาธิการออกจากอำนาจด้านงบประมาณให้ชัดเจน รัฐสามารถจัดสรรงบประมาณและตรวจสอบการใช้เงินได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปสั่งเนื้อหาข่าวหรือกำหนดทิศทางการทำงานของสื่อ การรับงบประมาณจากรัฐจึงไม่ควรถูกเหมารวมว่าเท่ากับการถูกแทรกแซงโดยรัฐ
องค์กรอิสระ ศาล และหน่วยงานสำคัญตามรัฐธรรมนูญจำนวนมากยังอยู่ภายใต้กระบวนการงบประมาณ แต่ไม่ได้หมายความว่าองค์กรเหล่านั้นสูญเสียความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ หลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาพิจารณากับสื่อสาธารณะได้ หากออกแบบกลไกคุ้มครองการทำงานข่าวให้ชัดเจน พร้อมกำหนดมาตรฐานด้านการเงินและการเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้
ในมุมของประชาชน การทบทวนกฎหมายและระบบเงินบำรุงควรเกิดขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูล ไม่ใช่ความกลัวหรือการแบ่งฝ่าย หากระบบเดิมยังเหมาะสมที่สุด ก็ควรมีข้อมูลยืนยันทั้งด้านประสิทธิภาพ คุณภาพรายการ และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ แต่หากพบว่าบริบทเปลี่ยนไปแล้ว การปรับปรุงกฎหมายก็เป็นเรื่องปกติของการบริหารประเทศ
ศุภชัยย้ำรัฐจัดสรรงบประมาณได้ ไม่แทรกแซงสื่อ จึงเป็นข้อเสนอที่ชวนให้สังคมพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นอิสระกับความรับผิดชอบใหม่อีกครั้ง การตรวจสอบไม่ควรถูกมองว่าเป็นศัตรูของสื่อ แต่ควรเป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินทุกบาทถูกใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างคุ้มค่า
ท้ายที่สุด การทบทวนระบบเงินบำรุงไทยพีบีเอสควรเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ทั้งผู้บริหาร บุคลากร นักวิชาการ สื่อมวลชน รัฐสภา หน่วยงานตรวจสอบ และประชาชน หากมีกติกาที่โปร่งใส คุ้มครองเสรีภาพในการทำข่าว และตรวจสอบงบประมาณได้อย่างจริงจัง ก็จะช่วยให้สื่อสาธารณะเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคงและได้รับความไว้วางใจมากขึ้น
ที่มา – ‘ศุภชัย’ย้ำรัฐมีอำนาจการจัดสรรงบประมาณ ตรวจสอบได้ไม่ใช่แทรกแซงสื่อ