สภาผู้ชมไทยพีบีเอสร้องปกป้องสื่อสาธารณะ
ประเด็นอนาคตของสื่อสาธารณะกำลังได้รับความสนใจอีกครั้ง หลัง สภาผู้ชมไทยพีบีเอสร้องปกป้องสื่อสาธารณะ และยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการเมืองฯ เพื่อขอให้พิจารณาผลกระทบจากร่างแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ซึ่งเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทย
การยื่นหนังสือครั้งนี้เกิดขึ้นที่รัฐสภา โดยมีผู้แทนจากสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอสเข้าหารือกับประธานคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เนื้อหาสำคัญคือการยืนยันว่าไทยพีบีเอสควรทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะที่มีความเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำจากฝ่ายการเมือง กลุ่มทุน หรือผู้มีอำนาจที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน
สภาผู้ชมไทยพีบีเอสร้องปกป้องสื่อสาธารณะ
นายณัฐวุฒิ อุปปะ ผู้แทนสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ระบุว่า การออกมาเคลื่อนไหวมีเป้าหมายเพื่อปกป้องหลักการของสื่อสาธารณะ โดยเฉพาะเรื่องเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลและการทำงานที่ตอบโจทย์ประชาชนทุกกลุ่ม ไทยพีบีเอสถูกออกแบบให้มีรายได้จากภาษีสรรพสามิตส่วนเกิน หรือที่หลายคนเรียกว่าภาษีบาป เพื่อให้สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพาโฆษณาหรือเงินทุนจากภาคธุรกิจโดยตรง
โมเดลรายได้ดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่สื่อจะถูกกดดันจากผู้สนับสนุนหรือเจ้าของผลประโยชน์ ไทยพีบีเอสไม่มีโฆษณาในรูปแบบเดียวกับสถานีโทรทัศน์เชิงพาณิชย์ จึงสามารถนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชน กลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงอายุ เกษตรกร และชุมชนต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
เหตุผลที่ต้องปกป้องไทยพีบีเอส
ผู้แทนสภาผู้ชมฯ ตั้งคำถามว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ของไทยพีบีเอส เหตุผลหลักคือการจัดระเบียบด้านการเงินการคลังจริงหรือไม่ และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้ผู้ผลิตสุราและบุหรี่ลดภาระการจ่ายเงินหรือไม่ เนื่องจากรายได้ของไทยพีบีเอสไม่ได้มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยตรง แต่เกิดจากการจัดเก็บภาษีส่วนเกินตามกลไกที่กฎหมายกำหนด
ข้อกังวลอีกประการคือช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการแก้ไขกฎหมายกับการออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ หากกฎหมายเดิมถูกแก้ไข แต่ยังไม่มีกฎระเบียบรองรับอย่างชัดเจน อาจเกิดช่องว่างในการบังคับใช้ และทำให้เงินที่ควรนำมาสนับสนุนสื่อสาธารณะไม่ถูกจัดเก็บตามเดิม ผู้เกี่ยวข้องจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินขององค์กร
- ไทยพีบีเอสควรมีความเป็นอิสระจากการเมืองและทุน
- การใช้งบประมาณต้องตรวจสอบได้และเปิดเผยต่อสาธารณะ
- การแก้กฎหมายต้องไม่ทำให้เกิดสุญญากาศด้านรายได้
- สื่อสาธารณะต้องนำเสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกกลุ่ม
ทั้งนี้ ไทยพีบีเอสไม่ได้อยู่นอกระบบการตรวจสอบ เพราะมีทั้งการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ ระบบตรวจสอบภายใน และหน้าที่รายงานผลการดำเนินงานต่อรัฐสภาเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ผู้แทนสภาผู้ชมฯ ยอมรับว่าองค์กรจำเป็นต้องปรับปรุงการบริหารจัดการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความคุ้มค่า โปร่งใส และประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ
กรรมาธิการเตรียมพิจารณาอนาคตสื่อสาธารณะ
ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ระบุว่า คณะกรรมาธิการจะบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการพิจารณาในวันที่ 22 ตุลาคม โดยยืนยันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะ และสื่อต้องได้รับการคุ้มครองให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ
คณะกรรมาธิการจะพิจารณาทั้งประเด็นวินัยการเงินการคลังและอนาคตของไทยพีบีเอสควบคู่กัน ไม่ใช่มองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แม้ไทยพีบีเอสอาจมีจุดที่ต้องปรับปรุง แต่การแก้ไขกฎหมายควรเป็นโอกาสให้เกิดการสังคายนาระบบ เพิ่มความโปร่งใส และทำให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
นอกจากนี้ พรรคประชาชนเตรียมเสนอร่างกฎหมายประกบ โดยมีแนวคิดให้ไทยพีบีเอสสามารถหารายได้จากลิขสิทธิ์ของตนเองได้มากขึ้น แนวทางดังกล่าวอาจช่วยให้องค์กรมีรายได้เพิ่มเติม โดยไม่กระทบหลักการความเป็นอิสระและไม่ต้องพึ่งพาการโฆษณาเชิงพาณิชย์มากเกินไป
สภาผู้ชมไทยพีบีเอสร้องปกป้องสื่อสาธารณะ เพราะสื่อที่ทำหน้าที่เพื่อประชาชนมีบทบาทสำคัญต่อสังคมประชาธิปไตย การแก้ไขกฎหมายจึงควรเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายร่วมแสดงความคิดเห็น ทั้งผู้ชม ผู้ฟัง นักวิชาการ บุคลากรสื่อ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้กติกาที่รักษาความเป็นอิสระ ควบคู่กับความรับผิดชอบและการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ในมุมมองของผู้เขียน สื่อสาธารณะที่เข้มแข็งไม่ใช่เพียงเรื่องของไทยพีบีเอส แต่เป็นหลักประกันว่าประชาชนจะยังมีพื้นที่สำหรับข้อมูลที่รอบด้านและไม่ถูกกำหนดโดยผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง