สัปดาห์รู้เท่าทัน RSV 2569 ผู้ป่วยเพิ่ม 30%
สัปดาห์รู้เท่าทัน RSV 2569 ผู้ป่วยเพิ่ม 30% เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ชวนคนไทยหันมาใส่ใจโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอย่างจริงจัง เพราะ RSV ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเด็กเล็กเท่านั้น แต่สามารถพบได้ในคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจมีอาการรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคมถึง 15 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วย RSV สะสม 5,683 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 8.63 รายต่อประชากรแสนคน และเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 โดยมักพบผู้ป่วยมากขึ้นในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องถึงต้นฤดูหนาว หรือประมาณเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน
สัปดาห์รู้เท่าทัน RSV 2569 ผู้ป่วยเพิ่ม 30%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า RSV เป็นโรคใกล้ตัวที่ทุกครอบครัวควรรู้จักและเตรียมพร้อม แม้เด็กอายุ 0-4 ปีจะเป็นกลุ่มที่มีอัตราป่วยสูงที่สุด โดยอยู่ที่ 171.59 รายต่อประชากรแสนคน แต่ผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปก็เป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้ป่วยเกือบ 40% ยังต้องเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน จึงไม่ควรมองว่า RSV เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา
สัปดาห์รู้เท่าทัน RSV 2569 ผู้ป่วยเพิ่ม 30% บอกอะไรเรา
RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus เป็นไวรัสที่ติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม น้ำมูก และการสัมผัสสารคัดหลั่ง รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวหรือสิ่งของที่มีเชื้อแล้วนำมือไปแตะตา จมูก หรือปาก เชื้อจึงแพร่ได้ง่ายในบ้าน โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานที่ทำงาน และพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันจำนวนมาก
อาการเริ่มต้นของ RSV มักคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้ น้ำมูก ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร แต่ในบางรายเชื้ออาจลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบ ผู้ป่วยอาจมีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หายใจมีเสียงหวีด เจ็บหน้าอก หรือมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
ใครบ้างที่เสี่ยงมีอาการรุนแรง
เด็กเล็ก โดยเฉพาะทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มที่ระบบภูมิคุ้มกันและระบบทางเดินหายใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงได้ ส่วนผู้สูงอายุอาจมีภูมิคุ้มกันลดลงและมีโรคประจำตัวร่วมด้วย ทำให้ร่างกายรับมือกับการติดเชื้อได้ยากกว่าเดิม
กลุ่มผู้ใหญ่ที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง การติดเชื้อ RSV ในคนกลุ่มนี้อาจกระตุ้นให้อาการของโรคประจำตัวกำเริบ และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ภาวะหายใจล้มเหลว หรือภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ
- เด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุ 0-4 ปี
- ผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป
- ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคปอด โรคเบาหวาน และโรคไต
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือเด็กเล็กเป็นประจำ
วิธีป้องกัน RSV ในชีวิตประจำวัน
การป้องกัน RSV เริ่มได้จากพฤติกรรมง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกวัน สมาชิกในครอบครัวควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังไอหรือจาม และหลังสัมผัสสิ่งของในพื้นที่สาธารณะ หากไม่มีน้ำและสบู่ สามารถใช้เจลแอลกอฮอล์เป็นทางเลือกชั่วคราวได้
ผู้ที่มีอาการไอ จาม หรือมีน้ำมูกควรสวมหน้ากากอนามัยและหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ไม่ควรใช้แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกัน รวมถึงควรเปิดหน้าต่างหรือจัดให้มีอากาศถ่ายเทในพื้นที่ที่มีคนอยู่ร่วมกัน
- ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า
- สวมหน้ากากเมื่อมีอาการป่วยหรืออยู่ในสถานที่แออัด
- ปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชูหรือข้อพับแขนเมื่อไอและจาม
- ทำความสะอาดของเล่น ลูกบิดประตู โทรศัพท์ และพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย
- แยกผู้ป่วยออกจากสมาชิกในบ้านที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเท่าที่ทำได้
วัคซีน RSV กับความเข้าใจที่ควรรู้
ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกัน RSV สำหรับผู้ใหญ่และกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่ม แต่การรับวัคซีนควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากความเหมาะสมขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ โรคประจำตัว และความเสี่ยงของแต่ละคน วัคซีน RSV เป็นคนละชนิดกับวัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส โดยวัคซีนนิวโมคอคคัสมุ่งป้องกันโรคจากเชื้อแบคทีเรีย ขณะที่วัคซีน RSV ป้องกันโรคจากไวรัส RSV จึงไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้
แม้เคยติดเชื้อ RSV แล้วก็ยังมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ ดังนั้นการมีสุขอนามัยที่ดีและหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้มีอาการป่วยยังเป็นเรื่องสำคัญ ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังควรพูดคุยกับแพทย์เพื่อประเมินแนวทางป้องกันที่เหมาะสม รวมถึงสอบถามเรื่องวัคซีนและการดูแลตนเองในช่วงที่มีการระบาด
เมื่อไรควรรีบไปพบแพทย์
หากผู้ป่วยมีไข้สูงต่อเนื่อง หายใจเร็ว หอบเหนื่อย หน้าอกบุ๋ม ปากหรือปลายมือปลายเท้าเขียว ซึมลง รับประทานอาหารหรือน้ำได้น้อย หรือมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที ในเด็กเล็ก หากดูดนมน้อยลง ปัสสาวะน้อยผิดปกติ หรือมีอาการหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ก็ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว
RSV ยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะในผู้ป่วยทั่วไป การรักษาจึงเน้นบรรเทาอาการและประคับประคองตามความเหมาะสม การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว
สัปดาห์รู้เท่าทัน RSV 2569 ผู้ป่วยเพิ่ม 30% จึงไม่ใช่เพียงแคมเปญให้ความรู้ แต่เป็นการเตือนให้ทุกคนช่วยกันลดความเสี่ยงในครอบครัว หากเริ่มจากการล้างมือ สวมหน้ากากเมื่อป่วย แยกของใช้ และปรึกษาแพทย์เรื่องวัคซีนอย่างเหมาะสม ก็สามารถช่วยปกป้องคนที่เรารักจากโรค RSV และภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้


