หนุ่มตกงานถูกแก๊งคอลฯ หลอกโอนเงินเก็บก้อนสุดท้าย

กรณี หนุ่มตกงานถูกแก๊งคอลฯ หลอกโอนเงินเก็บก้อนสุดท้าย สะท้อนให้เห็นว่า มิจฉาชีพทางโทรศัพท์ยังคงใช้วิธีการที่แนบเนียนและกดดันผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับชายวัย 26 ปี ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงหางานทำและมีเงินเก็บก้อนสุดท้ายประมาณ 30,000 บาท เมื่อได้รับโทรศัพท์จากคนร้าย เขากลับถูกทำให้เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรม ก่อนจะถูกหลอกให้โอนเงินออกจากบัญชีจนหมด

ผู้เสียหายเล่าว่า ขณะนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ได้รับสายจากบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง ปลายสายกล่าวหาว่าเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ในจังหวัดพิจิตรมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่เว็บพนันผิดกฎหมาย แม้ผู้เสียหายจะยืนยันว่าไม่เคยเปิดเบอร์ดังกล่าว แต่คนร้ายกลับเพิ่มความน่ากลัวด้วยการอ้างว่าเป็นคดีใหญ่และมีผู้เสียหายจำนวนมาก

หนุ่มตกงานถูกแก๊งคอลฯ หลอกโอนเงินเก็บก้อนสุดท้าย

เมื่อผู้เสียหายแจ้งว่าไม่สะดวกเดินทางไปพบตำรวจตามที่ถูกกล่าวอ้าง กลุ่มมิจฉาชีพจึงเสนอตัวช่วยประสานงาน จากนั้นจึงโอนสายให้บุคคลอื่นที่อ้างว่าเป็นผู้กำกับการและสารวัตรของสถานีตำรวจในพื้นที่ วิธีการดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายเข้าใจว่า กำลังพูดคุยกับเจ้าหน้าที่จริง และยิ่งเกิดความกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

คนร้ายยังใช้การวิดีโอคอลเพื่อควบคุมสถานการณ์ โดยสั่งให้ผู้เสียหายเปิดกล้องตลอดเวลา ห้ามวางสาย ห้ามให้มือหลุดออกจากหน้าจอ และห้ามบอกเรื่องนี้กับคนในครอบครัว การสั่งห้ามติดต่อผู้อื่นเป็นกลยุทธ์ที่มิจฉาชีพมักใช้ เพราะต้องการตัดผู้เสียหายออกจากคำแนะนำของคนใกล้ตัว ทำให้ตัดสินใจภายใต้ความกลัวและความเร่งรีบ

กลโกงที่ทำให้เหยื่อกลัวและรีบโอนเงิน

หลังจากสร้างความกดดันได้แล้ว มิจฉาชีพอ้างว่าผู้เสียหายต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจ ด้วยการโอนเงินเกือบ 30,000 บาทไปยังบัญชีธนาคารของบุคคลหนึ่ง โดยอ้างว่าจะใช้ตรวจสอบเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง และจะคืนเงินให้ภายหลัง ด้วยความตกใจและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผู้เสียหายจึงโอนเงินเก็บก้อนสุดท้ายไปตามคำสั่ง

ไม่นานหลังจากนั้น การติดต่อก็หยุดลง ผู้เสียหายจึงเริ่มรู้ตัวว่าถูกหลอก เงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่เงินธรรมดาสำหรับเขา เพราะเป็นเงินเก็บก้อนสุดท้ายในช่วงที่กำลังตกงานและพยายามตั้งหลักชีวิตใหม่ เขาจึงเดินทางไปแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ เพื่อขอให้ติดตามเส้นทางการเงินและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

ด้านแม่ของผู้เสียหายเล่าว่า ระหว่างเกิดเหตุ ลูกชายมีอาการเครียดและหวาดกลัวอย่างมาก เพราะถูกสั่งห้ามวางสายและห้ามบอกเรื่องนี้กับใคร แม้แต่คนในครอบครัว เมื่อแม่พยายามเรียกให้เปิดประตู ลูกชายยังกลัวว่าการพูดคุยกับคนอื่นจะทำให้สายหลุดและอาจทำให้ตนเองถูกดำเนินคดี เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบทางจิตใจที่มิจฉาชีพจงใจสร้างขึ้นเพื่อควบคุมเหยื่อ

สัญญาณเตือนที่ควรจำเมื่อมีสายอ้างเป็นตำรวจ

ประชาชนควรตั้งสติทันที หากมีผู้โทรศัพท์มาอ้างว่าเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือฝ่ายกฎหมาย แล้วกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี พร้อมสั่งให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี เพราะหน่วยงานราชการและสถาบันการเงินไม่มีนโยบายให้ประชาชนโอนเงินส่วนตัวเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ การใช้วิดีโอคอล การข่มขู่ และการห้ามปรึกษาคนอื่น ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ควรสงสัยอย่างมาก

  • อย่ารีบเชื่อเพียงเพราะปลายสายรู้ชื่อ เลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลส่วนตัวบางอย่าง
  • อย่าโอนเงินให้บุคคลหรือบัญชีใด ๆ ตามคำสั่งของคนที่โทรเข้ามา
  • วางสายแล้วติดต่อหน่วยงานที่ถูกอ้างชื่อผ่านหมายเลขทางการด้วยตนเอง
  • รีบบอกคนในครอบครัวหรือคนที่ไว้ใจ เพื่อช่วยตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจ
  • หากโอนเงินไปแล้ว ให้ติดต่อธนาคารและแจ้งตำรวจโดยเร็วที่สุด พร้อมเก็บหลักฐานการสนทนาและสลิปโอนเงิน

กรณี หนุ่มตกงานถูกแก๊งคอลฯ หลอกโอนเงินเก็บก้อนสุดท้าย เป็นบทเรียนสำคัญว่า คนร้ายไม่ได้เลือกหลอกเฉพาะผู้สูงอายุหรือคนที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีเท่านั้น แต่สามารถสร้างสถานการณ์ให้ใครก็ตามเกิดความกลัวและตัดสินใจผิดพลาดได้ โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายอ้างชื่อหน่วยงานที่น่าเชื่อถือและเร่งรัดให้ทำตามคำสั่ง

หากมีสายลักษณะนี้เข้ามา ขอให้หยุดคุย ตั้งสติ และตัดการติดต่อก่อน อย่าปล่อยให้คำขู่หรือคำกล่าวหาทำให้ต้องโอนเงิน การปรึกษาคนใกล้ตัวเพียงไม่กี่นาทีอาจช่วยป้องกันความเสียหายทั้งบัญชีได้ และหากพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยหยุดการหลอกลวงไม่ให้เกิดกับคนอื่นอีก

ที่มา – หนุ่มตกงานช้ำแก๊งคอลฯ อ้างผกก.หลอก โอนเงินเก็บก้อนสุดท้ายเกลี้ยงบัญชี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *