“อนุสัญญาออตตาวา” ไทยควรทำเช่นไร เขมรละเมิดวาง”ทุ่นระเบิด”ชายแดน

เมื่อพูดถึงเรื่องความมั่นคงและความสงบสุขของประชาชนในเขตชายแดนประเทศไทยและกัมพูชา สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ “อนุสัญญาออตตาวา” ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นการกำจัดทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างเด็ดขาด ปัญหานี้เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวว่ากัมพูชายังคงมีการเก็บรักษาทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ไว้ แม้จะอยู่ภายใต้อนุสัญญาออตตาวา ซึ่งกำหนดให้ต้องทำลายทุ่นทั้งหมดภายในกรอบเวลาที่กำหนด

“อนุสัญญาออตตาวา” คืออะไร

อนุสัญญาออตตาวา หรือ Anti-Personnel Mine Ban Convention (APMBC) มีการลงนามครั้งแรกที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 พร้อมมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม 2542 โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการสิ้นสุดความทุกข์ทรมานจากการใช้ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ทั่วโลก ประเทศที่เป็นภาคีจะต้องไม่ใช้ ไม่ผลิต ไม่สะสม และต้องดำเนินการทำลายคลังอาวุธภายใน 4 ปี และกำจัดพื้นที่เสี่ยงต่อทุ่นระเบิดภายใน 10 ปี

บทบาทของไทยภายใต้อนุสัญญา

ประเทศไทยร่วมลงนามในอนุสัญญาฯ พร้อมกับกัมพูชาในวันเดียวกัน และได้ให้สัตยาบันในปี 2541 โดยมีผลใช้บังคับในปี 2543 ไทยจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ขึ้นเพื่อดำเนินงานด้านการเก็บกู้ ทำลาย และให้ความช่วยเหลือแก่เหยื่อทุ่นระเบิด แม้จะประกาศทำลายคลังทุ่นหมดแล้วในปี 2546 และทำลายทุ่นที่เหลือเพื่อการฝึกอบรมในปี 2562 แต่บทบาทของไทยยังคงสำคัญในเรื่องความร่วมมือกับนานาชาติในการจัดการทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน

กัมพูชากับสถานการณ์ปัจจุบัน

กัมพูชา แม้จะเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาออตตาวา แต่หลายข้อมูลชี้ให้เห็นถึงการเก็บรักษาทุ่นระเบิดไว้อย่างลับๆ โดยอ้างข้อจำกัดด้านงบประมาณและการสนับสนุนจากนานาชาติ ทั้งๆ ที่ได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากประเทศต่างๆ เพื่อดำเนินงานด้านการเก็บกู้ และสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบ โดยในปี 2567 มียอดรวมการบริจาคเกือบ 31 ล้านดอลลาร์ฯ จากประเทศทั่วโลก

  • สหรัฐอเมริกา – 13,470,000 ดอลลาร์
  • เยอรมนี – 4,733,539 ดอลลาร์
  • อังกฤษ – 2,584,967 ดอลลาร์
  • ญี่ปุ่น – 1,355,487 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม การที่กัมพูชายังวางทุ่นระเบิดในบางพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในเขตที่อ้างว่าเป็นดินแดนของตนเอง ส่งผลให้เกิดแรงตึงเครียดในประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศไทยที่ยืนยันว่าเปิดพื้นที่ส่วนใหญ่แล้ว และไม่มีการวางทุ่นระเบิดใดๆ ไว้

ผลกระทบต่อไทย

เมื่อพิจารณาในมุมของไทย ความร่วมมือกับอนุสัญญาฯ ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะผู้ปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และลดความเสี่ยงจากเหยื่อพลเรือนตามพรมแดน ที่อาจได้รับอันตรายจาก ทุ่นระเบิด ที่ถูกวางโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งยังก่อให้เกิดความร่วมมือด้านการทูต การทหาร การบริจาค และ especially งานด้านอาชีวอนามัยในพื้นที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม หากกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงโดยแอบวางทุ่นระเบิด ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากเวทีนานาชาติ เช่น สหประชาชาติ หรือ ICBL เพื่อแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน และร้องขอให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสในพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ความร่วมมือเพื่อความสงบสุขกลายเป็นช่องโหว่ทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

คำแนะนำสำหรับไทยในสถานการณ์นี้คือ:

  • รักษางบประมาณและความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อดำเนินงานเก็บกู้ในพื้นที่มรดกสงครามอย่างต่อเนื่อง
  • ใช้ข้อมูล GIS และเทคโนโลยีดาวเทียมเพื่อตรวจสอบพื้นที่อย่างแม่นยำ
  • ยืนยันบทบาทการไม่ใช้ทุ่นระเบิดและสนับสนุนมาตรการสันติภาพกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง

อนุสัญญาออตตาวาเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่รวมพลังของประชาคมโลกเพื่อกำจัดวัตถุประสงค์ทำลายล้างจากสงคราม ความยั่งยืนของภารกิจนี้ขึ้นอยู่กับความจริงใจและความรับผิดชอบจากทุกประเทศที่ให้สัญญานี้ ประเทศไทยควรเป็นตัวอย่างในการยึดมั่นในหลักการ และกระตุ้นให้เพื่อนบ้านภาคีอย่างกัมพูชากลับไปยืนอยู่บนหน้าที่ที่ควรจะเป็น

หากไทยทำงานร่วมกับโลกต่อไป การไม่ยอมให้มีการละเมิดคำมั่นในอนุสัญญานี้ คือเส้นแบ่งระหว่างความสงบกับการถอยกลับสู่ความวุ่นวาย

ที่มา – “อนุสัญญาออตตาวา” ไทยควรทำเช่นไร เขมรละเมิดวาง”ทุ่นระเบิด”ชายแดน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *