อังค์ถัดหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเหลือ 2.6%
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากวิกฤติพลังงาน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนของการค้าโลก ล่าสุด องค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงเหลือ 2.6% จากเดิมที่ประเมินไว้ 2.9% ในปีก่อน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจระหว่างประเทศยังฟื้นตัวได้ แต่ต้องเดินหน้าอย่างระมัดระวังมากขึ้น
ประเด็นสำคัญที่ทำให้อังค์ถัดปรับลดคาดการณ์ คือราคาพลังงานที่ผันผวนและมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจกระทบต่อเส้นทางขนส่ง แหล่งผลิต และความเชื่อมั่นของนักลงทุน เมื่อราคาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น ประเทศต่าง ๆ ต้องแบกรับต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจอาจชะลอการลงทุนและส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค
อังค์ถัดหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเหลือ 2.6%
การปรับลดประมาณการครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทันที แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าการเติบโตยังเปราะบางและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อังค์ถัดประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะขยายตัว 2.6% ลดลงจากระดับ 2.9% ในปีก่อน โดยวิกฤติพลังงานเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทดสอบความแข็งแกร่งของหลายประเทศ
แม้การค้าสินค้าและบริการทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 4% ในราคาคงที่ แต่การเติบโตส่วนหนึ่งอาจมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ไม่ได้สะท้อนว่าปริมาณการค้าหรือกำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งเสมอไป ก่อนหน้านี้มูลค่าการค้าโลกทำสถิติสูงสุดที่ประมาณ 35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังต้องเผชิญกับต้นทุนขนส่ง ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน และกฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดขึ้น
อังค์ถัดหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเหลือ 2.6% เพราะอะไร
นอกจากวิกฤติพลังงานแล้ว ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตา การค้าระหว่างจีนกับสหรัฐลดลงมากกว่า 20% นับตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน ประเทศในเอเชียตะวันออกพยายามกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายการค้ากับจีนและอเมริกาเหนือมากขึ้น
อังค์ถัดยังเตือนว่า มาตรการควบคุมการส่งออก การตรวจสอบการลงทุน และเงื่อนไขเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทาน อาจทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าถึงอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ได้ยากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และปัญญาประดิษฐ์ หากกฎเกณฑ์แตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ บริษัทขนาดเล็กอาจมีต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่
เอเชียยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
แม้เศรษฐกิจโลกจะถูกกดดันจากหลายด้าน แต่เอเชียยังมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโต อังค์ถัดคาดว่าเอเชียจะสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกถึง 59% ในปีนี้ โดยอินเดียมีแนวโน้มเติบโต 7.3% จีนเติบโต 4.5% และอินโดนีเซียเติบโต 5.2% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนศักยภาพของตลาดเอเชียที่มีประชากรจำนวนมาก การบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัว และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ต่อเนื่อง
อินเดียยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในภาคการผลิต เทคโนโลยี และบริการดิจิทัล ส่วนจีนกำลังปรับสมดุลเศรษฐกิจด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง การส่งออกสินค้าเทคโนโลยี และการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่อินโดนีเซียมีจุดแข็งจากทรัพยากรธรรมชาติ ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ และการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูป
- อินเดีย: คาดว่าเศรษฐกิจขยายตัว 7.3% จากการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ
- จีน: คาดว่าเศรษฐกิจขยายตัว 4.5% ท่ามกลางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
- อินโดนีเซีย: คาดว่าเศรษฐกิจขยายตัว 5.2% จากกำลังซื้อและทรัพยากรในประเทศ
เอไอหนุนการค้า แต่ยังมีความเสี่ยงทางการเงิน
อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการค้าโลกคือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์ประมวลผล ระบบจัดเก็บข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความต้องการสินค้าเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะธุรกิจทั่วโลกต้องการนำเอไอมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการใหม่
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของการค้าในกลุ่มเอไอไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจในวงกว้างโดยอัตโนมัติ ประเทศที่มีเงินทุน บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมอาจได้รับประโยชน์มากกว่า ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอาจยังเข้าถึงเทคโนโลยีได้จำกัด หากไม่มีนโยบายสนับสนุนด้านการศึกษา การวิจัย และการลงทุนอย่างเหมาะสม
อังค์ถัดยังแสดงความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเงินจากกระแสการลงทุนในเอไอ เนื่องจากตลาดมีแนวโน้มพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง หากราคาหุ้นหรือผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตลาดการเงินในวงกว้างได้
สำหรับผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป สิ่งที่ควรติดตามคือราคาพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ ค่าเงิน และทิศทางการค้าโลก ธุรกิจควรเตรียมแผนรับมือด้วยการกระจายแหล่งวัตถุดิบ ควบคุมต้นทุน ใช้เทคโนโลยีอย่างคุ้มค่า และหลีกเลี่ยงการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ส่วนผู้บริโภคควรวางแผนรายรับรายจ่ายและสำรองเงินสำหรับความไม่แน่นอน
โดยสรุป การที่ อังค์ถัดหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเหลือ 2.6% เป็นสัญญาณให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมรับมือกับเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง แม้เอเชียและอุตสาหกรรมเอไอยังมีโอกาสขยายตัว แต่ความเสี่ยงจากพลังงาน การค้า และตลาดการเงินยังไม่ควรมองข้าม การติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและวางแผนล่วงหน้า จะช่วยให้ธุรกิจและครัวเรือนรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น
มุมมองที่น่าจับตาคือ ประเทศที่ลงทุนในพลังงานทางเลือก พัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น อาจมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าในช่วงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ธุรกิจไทยจึงควรใช้จังหวะนี้เร่งปรับตัวและสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ที่มา – “อังค์ถัด” หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ เหลือ 2.6% เซ่นวิกฤติพลังงาน