อัษฎางค์ชี้วัดต้องปรับบทบาท: HIV ไม่ใช่โรคร้าย
เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นายอัษฎางค์ ยมนาค” นักวิชาการอิสระ ได้ออกมาโพสต์กรณี “ศรัทธา vs ระดมทุน” ปมหมอบี-หลวงพ่ออลงกต ลงแฟนเพจ “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” พร้อมตั้งข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสทางการเงิน
เจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “ศรัทธา VS ระดมทุน กรณี “หมอบี” และ “หลวงพ่ออลงกต” วัดพระพุทธบาทน้ำพุ ศรัทธาการระดมทุน และคำถามเชิงโครงสร้าง กรณีความขัดแย้งที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ ระหว่างบุคคลที่มีชื่อเสียงกับวัดพระพุทธบาทน้ำพุ ได้จุดกระแสตั้งคำถามต่อวิธีการระดมทุนและการใช้ “ภาพความทุกข์” ของผู้ป่วย HIV ในการสร้างแรงศรัทธาและรับบริจาค มีข้อกล่าวหาว่าอาจมีการ “จัดฉาก” หรือ “คัดเลือกผู้ป่วย” เพื่อให้ภาพที่นำเสนอมีพลังทางอารมณ์สูง และมีข้อสงสัยว่าอาจมี “ผลประโยชน์ร่วม” ระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีคำตัดสินที่ชัดเจนจากศาล หรือองค์กรกำกับดูแล”
อีกทั้ง “จากข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสาธารณะ และคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐบางราย พบว่ามีข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดการบัญชีการเงิน เช่น การใช้บัญชีส่วนบุคคลรับบริจาคแทนบัญชีของวัด การเบิกจ่ายเงินสด หรือยอดรายรับ-รายจ่ายที่ไม่ตรงกัน ทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีข้อสรุปเชิงยุติธรรม แต่ในเชิงโครงสร้างการกำกับดูแล นับเป็น “สัญญาณความเสี่ยง” ที่สังคมมีสิทธิ์ตั้งคำถาม บริบทโรค HIV ที่เปลี่ยนไป แต่ภาพจำยังเหมือนเดิม ในอดีตวัดพระพุทธบาทน้ำพุมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา ในช่วงที่ผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS ถูกตีตราขาดการเข้าถึงการรักษาและไร้ที่พึ่ง ระบบหลักประกันสุขภาพยังไม่ครอบคลุม ทำให้สถานที่ลักษณะนี้เป็น “ที่พึ่งสุดท้าย” ของผู้ป่วยจำนวนมาก”
“ปัจจุบันระบบสาธารณสุขไทยพัฒนาขึ้นอย่างมาก ผู้ติดเชื้อทุกคนมีสิทธิ์รับยาต้านไวรัสฟรี ยาสูตร Single Tablet Regimens ทำให้สุขภาพแข็งแรง และภายใต้หลัก “U=U” (Undetectable = Untransmittable) ผู้ติดเชื้อที่รักษาต่อเนื่องสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และไม่แพร่เชื้อ ผลที่เกิดขึ้น คือ ภาพผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมากจึงไม่ใช่ “สภาพปกติ” ของผู้ติดเชื้อในยุคนี้ จึงเกิดคำถามว่าผู้ป่วยในวัดปัจจุบันสะท้อนสภาพความจำเป็นจริง หรือเป็นเพียงบางกรณีที่ถูกนำมาใช้เป็นภาพสื่อสารระดมทุน”
อีกทั้ง คำถามต่อบทบาทของวัดพระพุทธบาทน้ำพุ จะมีดังต่อไปนี้
1. เมื่อระบบสาธารณสุขสามารถดูแลผู้ป่วยได้ดีขึ้น การมีผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมากในวัดจึงกลายเป็นคำถามว่า “ยังจำเป็นอยู่หรือไม่” หรือเป็นการใช้ภาพความทุกข์ซึ่งอาจมีผลต่อแรงศรัทธาและการบริจาค
2. คำถามเชิงนโยบายและจริยธรรมจึงไม่ใช่เพียง “จำเป็นไหม” แต่รวมถึง “การเล่าเรื่องและการใช้เงินช่วยจริงผู้ป่วยหรือไม่” และ “เคารพสิทธิ-ศักดิ์ศรีของผู้ป่วยเพียงใด”
3. ข้อกล่าวหาเรื่องการจัดฉากผู้ป่วยเพื่อเรียกเงินบริจาค และข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ร่วม สะท้อนความจำเป็นที่ต้องตรวจสอบว่า “การบริจาคนั้นช่วยปลายทางจริงหรือไม่”
4. มีลักษณะคล้ายการใช้เครื่องมือมาร์เก็ตติ้งขององค์กรไม่แสวงหากำไร (NPO) เช่น การเล่าเรื่อง (storytelling) การสร้างความเร่งด่วน (urgency) ช่องทางโอนชัดเจน และการเรียกร้องให้ลงมือทันที (call-to-action) แต่ยังไม่พบ “โครงสร้างหลัก” ที่เทียบเท่ามาตรฐาน NPO เต็มรูปแบบ (เช่น นิติบุคคลแยก, บอร์ดอิสระ, งบตรวจสอบ, นโยบาย COI/Consent เคร่งครัด)
นอกจากนี้ “กรอบนิติศาสตร์” ช่องว่างการกำกับดูแล มีดังต่อไปนี้
1. วัดกับสถานะทางกฎหมาย คือ วัดอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ไม่ใช่ พ.ร.บ. มูลนิธิหรือสมาคม จึงไม่มีข้อบังคับด้านธรรมาภิบาลแบบ NPO (เช่น บอร์ดบริหารอิสระ, การตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีภายนอก, นโยบาย COI)
2. ช่องว่างสำคัญ คือ การรับเงินบริจาคโดยใช้บัญชีส่วนตัว การเบิก-จ่ายที่ไม่มีระบบอนุมัติหลายชั้น และการไม่เปิดเผยรายงานการเงินต่อสาธารณะ อาจไม่ผิดกฎหมายสงฆ์โดยตรง แต่ขัดกับมาตรฐานความโปร่งใสที่สังคมคาดหวังจากองค์กรที่รับเงินบริจาคจำนวนมาก
3. ข้อเสนอเชิงกฎหมาย คือ หากวัดยังต้องการระดมทุนในลักษณะองค์กรสาธารณกุศล ควรพิจารณาจัดตั้งนิติบุคคลแยกเพื่อรองรับเงินบริจาค พร้อมบังคับใช้หลักการธรรมาภิบาลแบบเดียวกับ NPO เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว
โดยกรอบสิทธิมนุษยชน คือ ศักดิ์ศรีของผู้ป่วยกับการใช้ภาพความทุกข์ มีดังต่อไปนี้
1. การใช้ภาพอนาถซ้ำ คือ การนำเสนอภาพผู้ป่วยในสภาพย่ำแย่ต่อสาธารณะซ้ำ ๆ อาจสร้างอคติและตีตราผู้ติดเชื้อ HIV ว่ายังอยู่ในภาวะหมดหนทาง ทั้งที่ส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้
2. หลักการสิทธิ คือ การขออนุญาต (Informed Consent) จากผู้ป่วยหรือผู้ดูแลต้องมีความชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อนำภาพไปใช้ในบริบทการระดมทุน
3. ผลกระทบทางสังคม คือ แม้มีเจตนาช่วยเหลือ แต่หากขาดกรอบจริยธรรม อาจซ้ำเติมการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) และบั่นทอนการยอมรับของสังคมต่อผู้ติดเชื้อในระยะยาว
4. มาตรฐานสากล คือ หลักสิทธิมนุษยชนขององค์การอนามัยโลกและ UNAIDS กำหนดให้การสื่อสารเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อต้องหลีกเลี่ยงการเหมารวม (Stereotyping) และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
อย่างไรก็ตาม “บทสรุปศรัทธากับความโปร่งใส คำถามที่สังคมควรถามจึงไม่ใช่เพียง “วัดยังจำเป็นหรือไม่” แต่รวมถึง วิธีการเล่าเรื่องและภาพที่ใช้ระดมทุนเคารพศักดิ์ศรีของผู้ป่วยหรือไม่ อีกทั้ง โครงสร้างการใช้เงินและการตรวจสอบมีมาตรฐานเพียงใด และศรัทธาจะยืนยาวได้อย่างไร หากขาดความโปร่งใสและกลไกกำกับดูแล ในยุคที่โรค HIV ไม่ใช่โรครอความตายอีกต่อไป องค์กรศาสนาที่ดูแลผู้ป่วยต้องปรับบทบาท ให้สอดคล้องกับบริบทสาธารณสุขปัจจุบัน เช่น เป็นศูนย์ฟื้นฟู ฝึกอาชีพ หรือศูนย์ให้คำปรึกษา มากกว่าพึ่งพาการสร้างภาพความทุกข์ เพื่อขับเคลื่อนการบริจาคเพียงอย่างเดียว การทำบุญในอนาคตควรเป็นเช่นไร และสังคมพร้อมหรือยังที่จะกำหนดมาตรฐานใหม่ ที่ทำให้ศรัทธาดำรงอยู่คู่กับความโปร่งใส”
ขอบคุณข้อมูล : เอ็ดดี้ อัษฎางค์
อัษฎางค์ ชี้ วัดต้องปรับบทบาท สะท้อนความศรัทธาคู่ความโปร่งใสในยุค HIV ไม่ใช่โรครอความตาย
ทำไมวัดต้องปรับบทบาทในยุคที่ HIV ไม่ใช่โรคร้าย?
นายอัษฎางค์ ยมนาค ได้ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า วัดควรปรับบทบาทให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ HIV ไม่ใช่โรครอความตาย อีกต่อไป ระบบสาธารณสุขที่พัฒนาขึ้นทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ การนำเสนอภาพความทุกข์ของผู้ป่วยจึงอาจไม่สะท้อนความเป็นจริงและอาจเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ป่วย
การปรับบทบาทของวัดควรเน้นไปที่การเป็นศูนย์ฟื้นฟู ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษา แทนที่จะพึ่งพาการสร้างภาพความทุกข์เพื่อระดมทุน นอกจากนี้ ความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาคเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ศรัทธาที่มีต่อวัดยั่งยืน
ประเด็นที่นายอัษฎางค์ยกขึ้นมานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพิจารณาบทบาทขององค์กรศาสนาในสังคมปัจจุบัน ความศรัทธาและความโปร่งใสต้องไปด้วยกันเพื่อให้การทำบุญเป็นไปอย่างถูกต้องและเคารพศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์
ในยุคที่ HIV ไม่ใช่โรครอความตาย เราต้องพิจารณาถึงวิธีการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ติดเชื้ออย่างเหมาะสม การเปลี่ยนมุมมองและปรับบทบาทขององค์กรศาสนาจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและสาธารณสุขที่เปลี่ยนแปลงไป การหารือในประเด็นนี้จะนำไปสู่มาตรฐานใหม่ที่ทำให้ศรัทธาและความโปร่งใสอยู่คู่กันได้อย่างยั่งยืน
ดังนั้น คำถามที่สำคัญคือ สังคมไทยพร้อมที่จะสนับสนุนและผลักดันให้องค์กรศาสนาปรับบทบาทให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่ HIV ไม่ใช่โรครอความตาย หรือยัง? การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม
ที่มา – ‘อัษฎางค์’ ชี้ วัดต้องปรับบทบาท สะท้อนความศรัทธาคู่ความโปร่งใสในยุค HIV ไม่ใช่โรครอความตาย