เฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้หลังฝนตกหนัก
กรมชลประทานสั่งเฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้หลังฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายจังหวัด พร้อมติดตามปริมาณฝน น้ำท่า และระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด เนื่องจากฝนที่ตกสะสมต่อเนื่องอาจทำให้เกิดน้ำหลาก น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังได้ โดยเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมบริหารจัดการน้ำและแจ้งเตือนประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์
เฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้หลังฝนตกหนักอย่างใกล้ชิด
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า หน่วยงานได้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งสภาพอากาศ ปริมาณฝน ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ และสถานการณ์น้ำท่าในลุ่มน้ำสำคัญ โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อประเมินแนวโน้มและปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายพื้นที่ทั่วประเทศมีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะช่วงวันที่ 19–20 กันยายน พบฝนตกหนักในจังหวัดแพร่ เชียงราย กำแพงเพชร และสุโขทัยมากกว่า 100 มิลลิเมตร ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่าในลำน้ำสายต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้น ล่าสุดจังหวัดกำแพงเพชรวัดปริมาณฝนได้ 146 มิลลิเมตร ขณะที่จังหวัดพิษณุโลกวัดได้ 136 มิลลิเมตร
เฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้หลังฝนตกหนักและฝนสะสม
สำหรับพื้นที่ภาคใต้ กรมชลประทานยังคงกำชับให้ทุกโครงการชลประทานเฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้หลังฝนตกหนัก โดยเฉพาะบริเวณที่มีฝนตกสะสมและพื้นที่ลุ่มต่ำ เพราะอาจเกิดน้ำหลากหรือน้ำท่วมขังได้ เจ้าหน้าที่จะติดตามการไหลของน้ำตามลำน้ำ สภาพของประตูระบายน้ำ และระดับน้ำในคลองต่าง ๆ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างทันท่วงที
ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เชิงเขา ลำห้วย และทางน้ำผ่าน ควรติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างสม่ำเสมอ หากมีฝนตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรเตรียมสิ่งของจำเป็น ยกของขึ้นที่สูง และหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีน้ำไหลเชี่ยว การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายและเพิ่มความปลอดภัยให้กับสมาชิกในครอบครัว
สถานการณ์ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมประมาณ 55,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 73 ของความจุอ่างทั้งหมด และยังสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 20,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าอ่างเก็บน้ำยังมีพื้นที่รองรับน้ำบางส่วน แม้จะต้องติดตามฝนที่จะตกลงมาเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิด
ส่วน 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 16,000 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 68 ของความจุอ่าง และยังสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร การบริหารจัดการเขื่อนจึงต้องพิจารณาทั้งปริมาณน้ำที่ไหลเข้า ความต้องการใช้น้ำ และแนวโน้มฝนในระยะต่อไป
แนวทางบริหารจัดการน้ำเชิงรุก
กรมชลประทานเน้นย้ำให้ทุกโครงการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและเตรียมพร้อมเชิงรุก โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูฝน เจ้าหน้าที่จะใช้ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดน้ำ ปริมาณฝน น้ำท่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ และแบบจำลองพยากรณ์ มาประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้การระบายน้ำและการเก็บกักน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
- ติดตามพยากรณ์อากาศและปริมาณฝนอย่างต่อเนื่อง
- เฝ้าระวังพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมและพื้นที่ลุ่มต่ำ
- ตรวจสอบระดับน้ำในแม่น้ำ คลอง และอ่างเก็บน้ำอย่างสม่ำเสมอ
- เตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และเจ้าหน้าที่ให้พร้อมช่วยเหลือ
- แจ้งเตือนประชาชนและประสานหน่วยงานท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว
การเฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้หลังฝนตกหนักไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ด้วย การติดตามข่าวสาร การสังเกตระดับน้ำ และการแจ้งเหตุผิดปกติให้เจ้าหน้าที่ทราบ จะช่วยให้การรับมือทำได้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันกรมชลประทานยังต้องวางแผนเก็บกักน้ำต้นทุนไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้า โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันน้ำท่วมและการสำรองน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ในมุมมองของประชาชน การเตรียมพร้อมตั้งแต่ก่อนเกิดน้ำท่วมย่อมดีกว่าการรอแก้ปัญหาเมื่อสถานการณ์รุนแรงแล้ว ดังนั้นควรติดตามประกาศจากกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนเดินทางและดูแลบ้านเรือนให้ปลอดภัย
ที่มา – สั่งเฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้ หลังฝนตกหนักถึงหนักมาก เผย 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยายังรับน้ำได้เพิ่ม