เอกนัฏโต้ข้อมูลน้ำมัน เร่งแก้โครงสร้างราคา

ประเด็นราคาน้ำมันยังคงเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ เพราะส่งผลโดยตรงต่อค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ราคาสินค้า และต้นทุนของผู้ประกอบการ ล่าสุด นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาโต้แย้งข้อมูลการใช้น้ำมันที่นายกรณ์ จาติกวณิช และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอ พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพลังงานกำลังเร่งแก้ไขทั้งปัญหาราคาน้ำมันและต้นทุนแฝงในโครงสร้างราคา

สาระสำคัญของกรณี เอกนัฏโต้ข้อมูลน้ำมัน คือการชี้แจงตัวเลขการใช้น้ำมันในเดือนตุลาคม ซึ่งกระทรวงพลังงานมองว่าข้อมูลบางส่วนคลาดเคลื่อนจากตัวเลขที่ใช้อ้างอิงจริง การทำความเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญ เพราะตัวเลขการใช้เชื้อเพลิงมีผลต่อการออกแบบมาตรการลดภาษี การสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ และการวางนโยบายช่วยเหลือประชาชนในระยะยาว

เอกนัฏโต้ข้อมูลน้ำมัน พร้อมชี้แจงตัวเลขการใช้จริง

นายเอกนัฏระบุว่า ปริมาณการใช้ดีเซล B7 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 52 ล้านลิตรต่อวัน ไม่ใช่ 67 ล้านลิตรตามข้อมูลที่ถูกนำเสนอ ขณะที่ดีเซล B20 มีการใช้ประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน หรือสูงกว่าตัวเลข 3 ล้านลิตรที่มีการกล่าวถึง นอกจากนี้ แก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 ซึ่งเป็นน้ำมัน E10 มีปริมาณการใช้รวมกันประมาณ 23 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 E20 มีการใช้อยู่ที่ประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเชื้อเพลิงชีวภาพยังมีโอกาสเติบโตได้อีก โดยเฉพาะรถยนต์จำนวนมากที่สามารถเลือกใช้เชื้อเพลิงทดแทนกันได้ หากประชาชนมีข้อมูลที่ชัดเจนและเห็นความคุ้มค่าในการใช้งาน ก็อาจช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้ B20 และ E20 ได้มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับราคาหน้าปั๊มเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับรายได้ของเกษตรกรและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศด้วย

เอกนัฏโต้ข้อมูลน้ำมันกับแนวทางเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ

ประเทศไทยมีวัตถุดิบสำหรับผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพหลายประเภท เช่น ปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง การส่งเสริมให้เกิดการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่างเหมาะสมจึงช่วยสร้างตลาดให้กับผลผลิตทางการเกษตร และลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศได้ในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมควรดำเนินควบคู่กับการให้ข้อมูลเรื่องมาตรฐานรถยนต์ ความเหมาะสมของเครื่องยนต์ และราคาที่ประชาชนต้องจ่าย เพื่อให้เกิดความมั่นใจและไม่สร้างภาระเกินความจำเป็น

สำหรับข้อเสนอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง นายเอกนัฏยืนยันว่ากระทรวงพลังงานดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งตรวจสอบต้นทุนหลายรายการที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และค่าการกลั่น การตรวจสอบเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อให้ราคาที่ประชาชนจ่ายสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น

เร่งแก้โครงสร้างราคาน้ำมันและต้นทุนแฝง

หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองคือค่าการกลั่น ซึ่งกระทรวงพลังงานระบุว่าค่าการกลั่นเฉลี่ยในภาวะปกติอยู่ที่ประมาณ 2.42 บาทต่อลิตร หากพบว่าส่วนต่างสูงเกินระดับที่เหมาะสม รัฐบาลสามารถนำส่วนเกินมาพิจารณาลดราคาหน้าโรงกลั่นเป็นระยะ โดยที่ผ่านมาเคยปรับลดประมาณ 2-5 บาทต่อลิตร และครั้งล่าสุดลดลง 4 บาทต่อลิตร มาตรการดังกล่าวมีมูลค่ารวมประมาณ 30,000 ล้านบาท และช่วยชะลอการปรับขึ้นของราคาดีเซลไม่ให้เพิ่มตามราคาตลาดโลกอย่างเต็มที่

นอกจากค่าการกลั่นแล้ว กระทรวงพลังงานยังให้ความสำคัญกับต้นทุนแฝงในโครงสร้างราคาน้ำมัน เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างการขนส่งหรือจัดเก็บ และรายการสำรองบางประเภทที่ถูกเรียกว่า “สำรองทิพย์” ประเด็นเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียดทางเทคนิค แต่มีผลสะสมต่อราคาน้ำมันที่ประชาชนต้องจ่าย หากสามารถตัดรายการที่ไม่จำเป็นหรือปรับหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง ก็จะช่วยลดภาระในภาพรวมได้

การดำเนินการปรับโครงสร้างดังกล่าวอยู่ภายใต้กลไกของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. โดยมีการจัดทำหลักเกณฑ์และผ่านการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว กระทรวงพลังงานเตรียมลงนามคำสั่งเพื่อปรับรายการต้นทุนบางส่วนออกจากโครงสร้างราคา ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเชิงระบบอาจสร้างผลดีได้มากกว่าการออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว

ผลต่อประชาชน เกษตรกร และเศรษฐกิจไทย

มาตรการลดภาษีสำหรับ B20 และ E20 เป็นอีกแนวทางที่รัฐบาลต้องการใช้เพื่อลดภาระผู้ใช้พลังงาน พร้อมสนับสนุนเกษตรกรที่ผลิตวัตถุดิบเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเรื่องภาษีสรรพสามิตยังต้องพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง การกำหนดนโยบายจึงควรมองให้ครบทั้งราคาน้ำมัน ความสามารถในการเข้าถึงของประชาชน รายได้เกษตรกร และผลกระทบต่อฐานะการคลัง

สำหรับผู้ใช้รถ การติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตรวจสอบว่ารถยนต์รองรับน้ำมันประเภทใดได้บ้าง จะช่วยให้เลือกเชื้อเพลิงได้อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันประชาชนยังสามารถเปรียบเทียบราคาน้ำมัน วางแผนการเดินทาง และดูแลสภาพรถเพื่อประหยัดพลังงานได้ด้วย ส่วนภาครัฐควรสื่อสารตัวเลขอย่างโปร่งใส อธิบายที่มาของต้นทุนให้เข้าใจง่าย และเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายตรวจสอบได้

โดยสรุป กรณี เอกนัฏโต้ข้อมูลน้ำมัน ไม่ได้มีเพียงเรื่องตัวเลขการใช้น้ำมันเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความจำเป็นในการแก้ไขโครงสร้างราคาทั้งระบบ การลดต้นทุนแฝงและการทบทวนค่าการกลั่นอาจช่วยสร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภคได้มากขึ้น ขณะที่การสนับสนุน B20 และ E20 ก็ควรเดินหน้าอย่างมีข้อมูลและคำนึงถึงความพร้อมของประชาชนเป็นหลัก

มุมมองที่น่าติดตามคือ การแก้ปัญหาราคาน้ำมันจะเห็นผลอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อรัฐเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน ตรวจสอบต้นทุนอย่างสม่ำเสมอ และออกแบบมาตรการที่ช่วยทั้งผู้ใช้พลังงานกับเกษตรกร หากทุกฝ่ายร่วมกันติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด ประชาชนก็จะมีส่วนช่วยผลักดันให้โครงสร้างราคาน้ำมันเป็นธรรมมากขึ้น

ที่มา – ‘เอกนัฏ’ เตือนสติ ‘กรณ์’ โต้ข้อมูลน้ำมันคลาดเคลื่อน ย้ำเร่งแก้โครงสร้างราคา-ต้นทุนแฝง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *