‘แม่ทัพภาค 2’ สั่งคุมเข้มชายแดน ปมทุ่นระเบิด

จากกรณีกระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่แถลงการณ์ เรื่องการประท้วงต่อเหตุการณ์ครั้งที่ 3 ในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยระบุว่า ตามที่เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2568 กำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 111 รวม 3 นาย ซึ่งทำการลาดตระเวนในดินแดนของไทยในพื้นที่บริเวณรอยต่อโดนเอาว์-กฤษณา จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระบิดเรียบร้อยแล้ว ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลนั้น หลักฐานทุ่นระเบิดที่พบ สอดคล้องกับผลการตรวจสอบการพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกองทัพบกก่อนหน้านี้ ว่าเป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ดังนั้น การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่นี้ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และนับเป็นครั้งที่ 3 ที่กองกำลังไทยประสบเหตุการณ์เช่นนี้ในเวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือน จากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ตามที่ข่าวเสนอไปนั้น

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “วาสนา นาน่วม” นักข่าวสายทหารชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก “Wassana Nanuam” ถึงกรณี ‘แม่ทัพภาค 2’ สั่งเพิ่มความระมัดระวัง หลังพบว่าทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิด PMN2 ในพื้นที่ชายแดนช่วงก่อนถอนกำลังออก ย้ำถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา พร้อมเตรียมหัวข้อเจรจาในเวที RBC เน้นประเด็นการกู้ทุ่นระเบิด การถอนกำลัง และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “สั่งระวัง พบทหารเขมรวางทุ่นระเบิด ทุกพื้นที่ที่เคยวางกำลัง “แม่ทัพภาค 2” ถามหาความจริงใจจากเขมร ปมใช้ทุ่นระเบิด ยัน ทุ่นระเบิดใหม่ ทหารเขมรวางไว้ในพื้นที่ช่องช่องโดนเอาว์-กฤษณา ทำร้ายทหารไทย ก่อนที่จะถอนตัวออกจากพื้นที่ หลังถูกทหารไทยผลักดันในช่วงการสู้รบ ชี้ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาชัดเจน”

นอกจากนี้ “จุดนี้ ทหารเขมรเคยมาวางกำลัง ก่อนที่จะถูกทหารไทยผลักดันออกไป ยืนยันเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN2 ที่ทหารไทยเคยเหยียบมาก่อนหน้านี้ และในระหว่างการสู้รบ คาดทหารเขมรคงวางทุ่นระเบิดไว้ตลอดแนว ในพื้นที่ที่เคยวางกำลังรวมทั้งใน 11 พื้นที่ ที่ทหารไทยควบคุมพื้นที่อยู่ ได้สั่งการให้กำลังพลมีความระมัดระวังมากขึ้นในทุกพื้นที่”

อีกทั้ง “ส่งเครื่องจักร รถเก็บกู้เข้าเคลียร์พื้นที่ตลอดแนว ก่อนกำลังพลลาดตระเวน หรือไปวางกำลังเพื่อความปลอดภัย ชี้ชัดทำไมฝ่ายกัมพูชาจึงไม่ยอมรับข้อเสนอของฝ่ายไทย ในเรื่องของการกู้ทุ่นระเบิดที่ GBC เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะใช้ช่องทางในการประท้วงและกดดันให้กัมพูชา แสดงความจริงใจในการร่วมมือ”

อย่างไรก็ตาม “เตือนประชาชนบ้านเรือน หากเจอสิ่งของหน้าตาแปลกๆ อย่าไปจับอย่าไปไกล้ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ เผยเตรียมประชุมร่วมกับกองทัพบกในการเตรียมหัวข้อเจรจากับกัมพูชา ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชาระดับภูมิภาค RBC แต่คาดว่ากรอบหลักๆ จะมีเรื่องการถอนกำลังเรื่องทุ่นระเบิด และการอยู่ร่วมกันในพื้นที่ชายแดน ให้เกิดความสงบเรียบร้อย”

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ‘แม่ทัพภาค 2’ ได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังตามแนวชายแดน หลังจากมีการตรวจพบว่าทหารกัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดในพื้นที่ก่อนที่จะถอนกำลัง ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาและเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนและทหารไทย

‘แม่ทัพภาค 2’ สั่งคุมเข้มชายแดน

การกระทำดังกล่าวสร้างความกังวลใจให้กับฝ่ายไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากทุ่นระเบิดที่วางไว้เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน ‘แม่ทัพภาค 2’ จึงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

นอกจากนี้ ‘แม่ทัพภาค 2’ ยังได้สั่งการให้มีการประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาและการหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองประเทศ

มาตรการรับมือของ ‘แม่ทัพภาค 2’ ต่อสถานการณ์ทุ่นระเบิด

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ‘แม่ทัพภาค 2’ ได้วางมาตรการต่างๆ ดังนี้:

  • เพิ่มความถี่ในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังตามแนวชายแดน
  • ส่งชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดเข้าดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยง
  • ให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด
  • ประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อให้มีการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ การที่ทั้งสองฝ่ายเปิดใจและร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดและการสร้างความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนได้อย่างยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูล : Wassana Nanuam

ที่มา – ‘แม่ทัพภาค 2’ สั่งคุมเข้มชายแดน พบทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดก่อนถอนกำลัง ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *