โกง สว. กินรวบประเทศ: เสวนาเดือดซัด กกต.

ประเด็น โกง สว. กินรวบประเทศ กลายเป็นหัวข้อร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย หลังเวทีเสวนาที่เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และสมาชิกวุฒิสภา ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการจัดตั้งกลุ่มอำนาจ การลงคะแนนเลือกองค์กรอิสระ และบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยผู้ร่วมเสวนาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและมาตรฐานการดำเนินคดีว่า เหตุใดจึงมุ่งจัดการเฉพาะผู้ถูกกล่าวหารายย่อย แต่ยังไม่สามารถขยายผลไปถึงผู้ที่อาจอยู่เบื้องหลังได้อย่างชัดเจน

โกง สว. กินรวบประเทศ จุดเริ่มต้นของวิกฤตความเชื่อมั่น

เวทีเสวนาในหัวข้อ “โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ” จัดขึ้นโดยเครือข่ายที่ติดตามการปฏิรูปสภานิติบัญญัติ ภายในงานมีผู้ร่วมอภิปรายหลายฝ่าย ทั้งสมาชิกวุฒิสภา นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาชน ทุกฝ่ายต่างสะท้อนความกังวลต่อโครงสร้างอำนาจที่อาจเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ตั้งแต่การคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา ไปจนถึงการใช้อำนาจของ สว. ในการเลือกองค์กรอิสระและมีส่วนต่อการแก้ไขกฎหมายสำคัญของประเทศ

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ถูกกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามนำประเด็น “ห้องจูปีเตอร์” มาโจมตี โดยยืนยันว่าการรวมตัวดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเปิดเผย มีสื่อมวลชนและ กกต. รับรู้ แตกต่างจากข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. ที่ถูกมองว่าอาจมีการดำเนินการอย่างลับ ๆ ผ่านการทำโพยหรือการนัดหมายตามสถานที่ต่าง ๆ

ข้อกล่าวหาเรื่อง โกง สว. กินรวบประเทศ กับบทบาทของ กกต.

ผู้ร่วมเวทีตั้งข้อสังเกตว่า กกต. อาจดำเนินคดีกับสมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่มเท่านั้น โดยมีการกล่าวถึง สว. จำนวน 138 คนที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสุจริตในการลงคะแนน แต่ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่และมีส่วนร่วมในการเลือกองค์กรอิสระต่อไป ขณะเดียวกัน มีการดำเนินคดีกับ สว. ที่สอบตกและผู้ถูกกล่าวหารายย่อยประมาณ 26 คน จนนำไปสู่คำเปรียบเปรยว่าเป็นการ “ฟ้องมด ไม่สั่งฟ้องช้าง”

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้ถูกดำเนินคดี แต่รวมถึงการตรวจสอบว่ากระบวนการทั้งหมดมีผู้วางแผน ผู้ประสานงาน หรือผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ หากการสอบสวนหยุดอยู่เพียงระดับผู้ปฏิบัติการ อาจทำให้สังคมไม่เห็นภาพรวมของเครือข่าย และไม่สามารถตอบคำถามเรื่องความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจได้อย่างครบถ้วน

บันได 4 ขั้นที่ถูกตั้งข้อสังเกตทางการเมือง

น.ส.นันทนาเสนอภาพโครงสร้างอำนาจที่เรียกว่า “บันได 4 ขั้นกินรวบประเทศ” เพื่ออธิบายความเชื่อมโยงทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ขั้นที่ 1: การจัดตั้งหรือฮั้วเลือก สว. เพื่อควบคุมเสียงในสภาสูง
  • ขั้นที่ 2: การใช้เสียงของ สว. เพื่อมีอิทธิพลต่อการเลือกองค์กรอิสระ
  • ขั้นที่ 3: การรวมกลุ่มบ้านใหญ่และผลักดันผู้สมัครเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร
  • ขั้นที่ 4: การจัดตั้งรัฐบาลที่สามารถควบคุมงบประมาณและทิศทางการบริหารประเทศ

ทั้งนี้ ข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ การเปิดโปงเครือข่ายให้ไปถึงผู้บงการ การใช้ช่องทางศาลเพื่อขอความเป็นธรรม การตรวจสอบการทุจริตทุกรูปแบบ และการร่วมกันจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง อย่างไรก็ตาม ทุกข้อเสนอยังต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมายและควรมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันไม่ให้การกล่าวหากลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

นักวิชาการชี้ระบบเลือกไขว้อาจไม่เพียงพอ

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA วิจารณ์การออกแบบโครงสร้างวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญว่า ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่อาจมองโลกในแง่อุดมคติมากเกินไป ผู้ร่างกฎหมายอาจเชื่อว่าระบบเลือกกันเองและการเลือกไขว้จะช่วยป้องกันการจัดตั้ง แต่ในทางปฏิบัติ กลุ่มที่มีทรัพยากร เครือข่าย และการวางแผนดีกว่า ย่อมมีโอกาสควบคุมผลลัพธ์ได้มากกว่า

ข้อกังวลดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า ระบบเลือกตั้งหรือระบบคัดเลือกที่ซับซ้อนจะสร้างความเป็นอิสระได้จริงหรือไม่ หากผู้สมัครยังสามารถพึ่งพากลุ่มอำนาจเดิมและเครือข่ายทางการเมืองได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจคล้ายกับแนวคิด “สภาผัวเมีย” หรือสภาที่ถูกครอบงำโดยกลุ่มเครือญาติและกลุ่มบ้านใหญ่ ซึ่งเคยเป็นปัญหาในอดีต

รศ.ดร.พิชายยังมองว่า ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตความชอบธรรมจากการจัดสรรอำนาจที่ประชาชนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ การทำงานขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะ กกต. ยังถูกจับตามองอย่างหนัก หากประชาชนไม่เชื่อมั่นว่าการสอบสวนมีความเป็นกลางและตรวจสอบได้ ความศรัทธาต่อกระบวนการประชาธิปไตยก็อาจลดลงตามไปด้วย

ฟ้องมดไม่สั่งฟ้องช้าง สะท้อนปัญหาการตรวจสอบหรือไม่

คำเปรียบเปรยเรื่อง “มด” และ “ช้าง” สะท้อนความรู้สึกของผู้ร่วมเสวนาที่มองว่า การดำเนินคดีอาจเน้นผู้เกี่ยวข้องระดับล่างมากกว่าการตรวจสอบโครงสร้างทั้งหมด หากมีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบจริง การสอบสวนควรพิจารณาทั้งผู้วางแผน ผู้สนับสนุน ผู้ประสานงาน และกลไกที่ทำให้กระบวนการเดินหน้าได้ ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ผู้ลงคะแนนหรือผู้สมัครบางรายเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การกล่าวหาบุคคลหรือกลุ่มใดจำเป็นต้องยึดหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม ผู้มีอำนาจหน้าที่ควรเปิดเผยข้อมูลเท่าที่กฎหมายอนุญาต พร้อมอธิบายเหตุผลของการดำเนินคดีอย่างชัดเจน ขณะที่ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากหลายแหล่งและแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง ข้อกล่าวหา และความคิดเห็นทางการเมือง

ทางออกที่สังคมควรติดตาม

ประเด็น โกง สว. กินรวบประเทศ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการปะทะคารมระหว่างฝ่ายการเมือง แต่ควรเป็นโอกาสให้สังคมถกเถียงถึงการออกแบบสถาบันการเมือง ระบบตรวจสอบ และความรับผิดชอบขององค์กรอิสระอย่างจริงจัง การสร้างความเชื่อมั่นจำเป็นต้องอาศัยการสอบสวนที่โปร่งใส เปิดเผย และไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็น

ท้ายที่สุด ไม่ว่าข้อกล่าวหาจะนำไปสู่ผลทางคดีอย่างไร การตรวจสอบอำนาจต้องดำเนินต่อไปอย่างมีเหตุผล ประชาชนควรติดตามพัฒนาการของคดี ใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นอย่างสุจริต และสนับสนุนการปฏิรูปที่ทำให้ทุกฝ่ายอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน เพราะประเทศจะเดินหน้าได้เมื่อความโปร่งใสและความรับผิดชอบมีความสำคัญมากกว่าการปกป้องเครือข่ายอำนาจ

ติดตามข่าวการเมืองอย่างรอบด้าน ตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ และร่วมกันผลักดันให้กระบวนการยุติธรรมตอบคำถามของประชาชนได้อย่างชัดเจน

ที่มา – เสวนาเดือด! ‘โกง สว. กินรวบประเทศ’ ซัด กกต. ฟันแค่รายย่อย ‘ฟ้องมดไม่สั่งฟ้องช้าง’

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *