โสภณชี้แจงแนวทางการทำงานของ กมธ.
โสภณชี้แจงแนวทางการทำงานของ กมธ. หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าแนวทางการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญอาจเป็นการจำกัดอำนาจตรวจสอบฝ่ายบริหาร และอาจเข้าข่ายการใช้อำนาจแบบเผด็จการ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงทำจดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนและสื่อมวลชน เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงและหลักการทำงานอย่างละเอียด
สาระสำคัญของจดหมายเปิดผนึกมุ่งสร้างความเข้าใจว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้เป็นกฎใหม่ที่ประธานสภาฯ กำหนดขึ้นตามดุลยพินิจส่วนตัว แต่เป็นการนำรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาใช้เป็นกรอบกลาง เพื่อให้คณะกรรมาธิการทุกคณะปฏิบัติงานไปในทิศทางเดียวกัน โปร่งใส และตรวจสอบได้
โสภณชี้แจงแนวทางการทำงานของ กมธ.
นายโสภณระบุว่า แนวทางการทำงานที่แจ้งเวียนไปนั้นสอดคล้องกับข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ซึ่งคณะกรรมาธิการสามัญส่วนใหญ่ปฏิบัติกันอยู่แล้ว จุดเริ่มต้นมาจากการร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจของคณะกรรมาธิการ จึงมีการเชิญประธานคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะมาหารือร่วมกันเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569
ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า การทำงานต้องยึดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ไม่ใช่การสร้างหลักเกณฑ์ใหม่ขึ้นตามความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จากนั้นจึงมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรสรุปแนวทางกลาง เพื่อให้แต่ละคณะมีหลักปฏิบัติที่ชัดเจน
หลักสำคัญที่ประธานสภาฯ ต้องการสื่อสาร
- ไม่ใช่การออกกฎใหม่: แนวทางดังกล่าวอ้างอิงกฎหมายและข้อบังคับที่มีผลใช้อยู่แล้ว
- อำนาจเป็นของคณะบุคคล: อำนาจสอบหาข้อเท็จจริง ศึกษาเรื่องต่าง ๆ หรือเรียกบุคคลและเอกสาร เป็นอำนาจของคณะกรรมาธิการ ไม่ใช่อำนาจส่วนตัวของประธานคณะกรรมาธิการ
- ต้องเคารพมติที่ประชุม: การดำเนินงานควรอยู่บนพื้นฐานของการปรึกษาหารือและมติของสมาชิก
- แยกบทบาทการประชุมกับการเรียกข้อมูล: ประธานคณะกรรมาธิการยังบริหารจัดการประชุมได้ แต่การเรียกบุคคลหรือเอกสารต้องผ่านมติของที่ประชุมตามกฎหมาย
- ประสานงานเมื่อมีเรื่องซ้ำซ้อน: การทำงานร่วมกันช่วยลดภาระของหน่วยงานรัฐและเพิ่มประสิทธิภาพในการแสวงหาข้อเท็จจริง
ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือ อำนาจของคณะกรรมาธิการเป็นอำนาจของ “คณะบุคคล” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 ดังนั้น การใช้อำนาจควรเกิดจากการหารือและการตัดสินใจร่วมกันของสมาชิกทุกฝ่าย ประธานคณะกรรมาธิการมีหน้าที่บริหารงานและอำนวยความสะดวกในการประชุม แต่ไม่ควรใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารโดยปราศจากมติของคณะกรรมาธิการ
สำหรับข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน นายโสภณเห็นว่าต้องแยกให้ชัดระหว่างอำนาจบริหารจัดการประชุมกับอำนาจในการเรียกบุคคลหรือเอกสาร การแยกหน้าที่เช่นนี้จะช่วยลดความสับสน ป้องกันการตีความเกินขอบเขต และทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจบทบาทของตนเองได้ตรงกัน
ในประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าแนวทางดังกล่าวอาจเป็นการปกป้องฝ่ายบริหาร ประธานสภาฯ ยืนยันว่าไม่ใช่เช่นนั้น เพราะคณะกรรมาธิการประกอบด้วยสมาชิกจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ทุกฝ่ายมีหน้าที่ร่วมกันตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน การกำกับให้ทำงานภายใต้กฎหมายจึงเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กระบวนการตรวจสอบ ไม่ได้ลดทอนอำนาจของคณะกรรมาธิการ
การประสานงานระหว่างคณะกรรมาธิการเมื่อมีการพิจารณาเรื่องซ้ำซ้อน ก็เป็นอีกกลไกที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากหลายคณะเชิญหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่คนเดียวกันมาชี้แจงในประเด็นใกล้เคียงกันโดยไม่มีการประสานงาน ย่อมทำให้หน่วยงานรัฐต้องเสียเวลาและทรัพยากรจำนวนมาก การวางระบบร่วมกันจึงไม่ได้หมายถึงการห้ามตรวจสอบ แต่เป็นการจัดกระบวนการให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
นายโสภณยังย้ำว่า การเคารพมติที่ประชุมและการยึดถือกฎหมายเป็นหัวใจของประชาธิปไตยภายใต้หลักนิติรัฐ บุคคลใดไม่ควรใช้อำนาจตามความต้องการของตนเองโดยไม่คำนึงถึงกติกา หากการหารือไม่สามารถนำไปสู่ข้อสรุปร่วมกันได้ ก็ต้องใช้การลงมติตามหลักเสียงข้างมาก พร้อมเคารพเสียงข้างน้อย ซึ่งเป็นแนวทางปกติของการทำงานในระบอบประชาธิปไตย
โดยสรุป โสภณชี้แจงแนวทางการทำงานของ กมธ. เพื่อยืนยันว่า เป้าหมายหลักคือการทำให้คณะกรรมาธิการทุกคณะทำงานอย่างเป็นระบบ อยู่ภายใต้กฎหมาย และได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย การสื่อสารครั้งนี้ยังสะท้อนว่าความเห็นต่างสามารถคลี่คลายได้ผ่านการเปิดใจรับฟัง การปรึกษาหารือ และการใช้เหตุผลร่วมกัน
มุมมองที่น่าสนใจคือ การตรวจสอบฝ่ายบริหารจะมีพลังมากขึ้นเมื่อดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะช่วยให้ข้อมูลและข้อค้นพบของคณะกรรมาธิการได้รับความเชื่อถือจากสังคม ดังนั้น ทุกฝ่ายควรร่วมกันรักษาสมดุลระหว่างอำนาจตรวจสอบ ความรับผิดชอบ และการเคารพกติกาประชาธิปไตย
ที่มา – ‘โสภณ’ ทำจดหมายเปิดผนึก ชี้แจงแนวทางการทำงานของ กมธ.