ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สพฐ.ถอดบทเรียนขับเคลื่อน PISA วางแผนต่อระยะยาวเตรียมพร้อม 2029

การศึกษาของไทยกำลังก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในโครงการขับเคลื่อน PISA ซึ่งเป็นการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับสากล สำหรับบทความนี้ เราจะมาพูดถึง สพฐ.ถอดบทเรียนขับเคลื่อน PISA วางแผนต่อระยะยาวเตรียมพร้อม 2029 กันแบบเป็นกันเอง เพื่อให้เข้าใจว่าการพัฒนานี้จะช่วยยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนไทยอย่างไร

สพฐ.ถอดบทเรียนขับเคลื่อน PISA วางแผนต่อระยะยาวเตรียมพร้อม 2029

เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสรุปผลและหารือการดำเนินงานขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ตามแนวทางการประเมิน PISA ประจำปีงบประมาณ 2568 ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก เช่น นายสมเจตน์ พันธ์พรม ผู้อำนวยการศูนย์ PISA สพฐ. และศึกษานิเทศก์จาก 245 เขตพื้นที่การศึกษา

การประชุมนี้จัดขึ้นเพื่อสรุปผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2567 จนถึง 30 กันยายน 2568 โดยศูนย์ PISA สพฐ. ร่วมกับ สสวท. และโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ได้พัฒนาและขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ เพื่อยกระดับสมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐาน PISA เช่น การพัฒนาชุดพัฒนาความฉลาดรู้ 17 เล่ม สำหรับนักเรียนชั้น ม.2-3 เพื่อฝึกทักษะกระบวนการคิด

กิจกรรมหลักในการขับเคลื่อน PISA

  • พัฒนาครูและขยายผล: พัฒนาครูแกนนำและครูผู้สอนด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ จำนวน 1,400 คน และขยายผลไปยังกว่า 27,000 คน เพื่อนำชุดพัฒนาความฉลาดรู้ไปใช้ในการสอน
  • ระบบข้อสอบ PISA Style: พัฒนาแนวข้อสอบผ่านคอมพิวเตอร์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ให้เด็กๆ ฝึกทำข้อสอบเป็นประจำ พร้อมสำรวจความพร้อมของอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต
  • อบรมผู้บริหารและครู: พัฒนาผู้บริหาร ครู และศึกษานิเทศก์ในการสร้างข้อสอบแนว PISA สำหรับครูทุกระดับชั้นและทุกวิชา กว่า 400,000 คน ผ่านระบบออนไลน์
  • นิเทศก์และติดตาม: จัดกิจกรรมนิเทศ กำกับ ติดตาม และให้คำแนะนำในระดับเขตและ สพฐ. ทุก 2 สัปดาห์ พร้อมกิจกรรมเพิ่มสมรรถนะผ่าน OBEC Channel

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลการอบรมให้ครอบคลุมทุกตำแหน่ง เพื่อสร้างคลังข้อสอบในระดับเขต เชื่อมโยงส่วนกลางกับภูมิภาค โดยโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ทำหน้าที่เป็นโรงเรียนพี่ ช่วยพัฒนานักเรียนผ่านระบบ Pisa Style Online Testing ซึ่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ได้ดีเยี่ยม

ในโอกาสนี้ รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวชื่นชมศึกษานิเทศก์ที่ทุ่มเท สร้างความเข้มแข็งให้การศึกษาในทุกพื้นที่ เริ่มจากครูแกนนำ การใช้ชุดพัฒนาความฉลาดรู้ในห้องเรียน โดยศึกษานิเทศก์เป็นพี่เลี้ยง ร่วมคิด ร่วมทำ และขยายผล ผู้อำนวยการเขตเป็น Smart Leader ที่นำไปสู่การพัฒนาแบบเป็นรูปธรรม

การประชุมติดตามกว่า 30 ครั้งที่ผ่านมา แสดงให้เห็นผลงานจริงจากเขตพื้นที่ โรงเรียน และครู ซึ่งนำเสนอต่อพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สะท้อนถึงการพัฒนาทักษะนักเรียนให้ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ โดยบอกลาการท่องจำแบบเดิมๆ แต่เน้นนำไปใช้ได้จริง

ศูนย์ PISA ได้สรุปภาพรวมและถอดบทเรียนผ่านกระบวนการ PLC เพื่อขับเคลื่อนในปี 2569 ให้เกิด “ตำนานช้างเผือก” ทั่วประเทศ ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ขอบคุณศึกษานิเทศก์ที่ทำให้คุณภาพการศึกษาเกิดขึ้นจริงทั่วประเทศ แม้ในอนาคตไม่มีผู้บริหารนำ แต่ทุกคนจะเป็นผู้นำทางวิชาการได้เอง

สำหรับแผนระยะยาว เพื่อเตรียมพร้อม PISA 2029 สพฐ. มีการวางแผนดังนี้

  1. พัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ สำหรับมัธยมต้น ขยายผลให้ครูและศึกษานิเทศก์ใน 183 เขต
  2. พัฒนาชุดความฉลาดรู้ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สำหรับ ป.4-6
  3. เตรียมชุดพัฒนาความฉลาดรู้ด้าน Media & AI Literacy
  4. จัดทำระบบประเมิน PISA National Test ร่วมกับ สสวท. เพื่อนำผลมาวางแผนพัฒนานักเรียน

การขับเคลื่อน สพฐ.ถอดบทเรียนขับเคลื่อน PISA วางแผนต่อระยะยาวเตรียมพร้อม 2029 นี้ จะช่วยให้การศึกษาของไทยแข่งขันในระดับสากลได้ดีขึ้น หากเราร่วมมือกัน นักเรียนไทยจะมีทักษะที่พร้อมรับมือโลกอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? ลองแบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราพัฒนาการศึกษาด้วยกันนะครับ

ที่มา – สพฐ.ถอดบทเรียนขับเคลื่อน PISA วางแผนต่อระยะยาวเตรียมพร้อม 2029

จุลพงศ์ขอโทษประชาชนกรณีอภัยเนวิน-ซักฟอกเขากระโดง

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าและข้อถกเถียงต่างๆ การเคลื่อนไหวของนักการเมืองแต่ละคนมักกลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนให้ความสนใจ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับเรื่องความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ล่าสุดมีข่าวที่สร้างความฮือฮาเกี่ยวกับนายจุลพงศ์ อยู่เกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ที่ออกมาแสดงท่าทีขอโทษประชาชนในประเด็นที่ละเอียดอ่อน วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องนี้กันแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบทและความหมายที่แท้จริง

‘จุลพงศ์’ขอโทษประชาชนปมทำหนังสือขออภัย‘เนวิน’ซักฟอก‘เขากระโดง’เป็นเท็จ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2567 นายจุลพงศ์ อยู่เกษ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อชี้แจงและขออภัยต่อประชาชน หลังจากที่มีข่าวในสื่อมวลชนรายงานว่าตนเองเคยทำหนังสือขออภัยโทษต่อนายเนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมืองชื่อดังจากบุรีรัมย์ หนังสือดังกล่าวนี้เชื่อมโยงกับเนื้อหาบางส่วนจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของนางสาวแพทองธาร พิณสุภา หรืออุ๊งอิ๊ง ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ประเด็นสำคัญคือ มันไม่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของนายจุลพงศ์ในการอภิปรายเรื่องเขากระโดงในวันนั้นเลย

นายจุลพงศ์อธิบายว่า หลังจากที่มีการพยายามดำเนินคดีทางกฎหมายกับตน การขออภัยในครั้งนั้นเกิดจากความต้องการให้คดีอาญาที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานในฐานะ ส.ส. จบลงโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น เขาจึงขออภัยต่อประชาชน ณ ที่นี้ หากเรื่องนี้ทำให้มุมมองของประชาชนต่อการทำงานของเขามีความคลาดเคลื่อน

บริบทของการอภิปรายเรื่องเขากระโดงและความจริงที่ยืนยัน

อย่างไรก็ตาม นายจุลพงศ์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ในที่ประชุมอภิปรายนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2567 ข้อมูลที่เขานำเสนอในการซักฟอกเรื่องเขากระโดงนั้น เป็นความจริงทุกประการ ไม่มีส่วนใดเป็นเท็จ เขาจะยังคงทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรต่อไป เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลให้โปร่งใสและเป็นธรรมต่อประชาชน

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น เรามาดูบริบทของเรื่องเขากระโดงกัน เขากระโดงเป็นชื่อเรียกของโครงการหรือกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในภาคอีสาน โดยเฉพาะที่บุรีรัมย์ ซึ่งนายเนวิน ชิดชอบ มีบทบาทสำคัญในอดีต กรณีนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในการอภิปราย เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรสาธารณะและความโปร่งใสในการบริหารจัดการ นายจุลพงศ์ในฐานะ ส.ส. จากพรรคประชาชน จึงนำข้อมูลมาอภิปรายเพื่อให้รัฐบาลตอบคำถามต่อประชาชน

การที่นายจุลพงศ์ออกมาขอโทษในส่วนของหนังสือขออภัย แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ แม้จะมีแรงจูงใจจากคดีความ แต่ก็เป็นการยอมรับว่าอาจกระทบภาพลักษณ์ การเมืองไทยในยุคนี้ต้องการนักการเมืองที่กล้าพูดความจริงและยอมรับผิดพลาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

  • เหตุผลหลักของการขออภัย: เพื่อเร่งให้คดีจบเร็ว ไม่กระทบงาน ส.ส.
  • การยืนยัน: ข้อมูลอภิปรายเขากระโดงเป็นจริง 100%
  • บทบาทต่อไป: ยังคงตรวจสอบรัฐบาลต่อเนื่อง

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ช่วยลดทอนความเข้าใจผิดที่อาจเกิดจากข่าวลือ นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ความโปร่งใสมากขึ้น โดยนักการเมืองรุ่นใหม่อย่างนายจุลพงศ์พยายามรักษาความสมดุลระหว่างการต่อสู้ทางกฎหมายและหน้าที่สาธารณะ

ในทางกลับกัน ประเด็น ‘จุลพงศ์’ขอโทษประชาชนปมทำหนังสือขออภัย‘เนวิน’ซักฟอก‘เขากระโดง’เป็นเท็จ ยังคงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคน ว่าการสื่อสารที่ชัดเจนจะช่วยป้องกันการบิดเบือนข้อมูล และสร้างความไว้วางใจจากประชาชน

สุดท้ายนี้ การเมืองที่ดีต้องเริ่มจากความจริงใจ หากคุณเป็นหนึ่งในผู้สนใจเรื่องการเมืองไทย อย่าลืมติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าอย่างโปร่งใส ลองแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่า คุณมองประเด็นนี้อย่างไร

ที่มา – ‘จุลพงศ์’ขอโทษประชาชนปมทำหนังสือขออภัย‘เนวิน’ซักฟอก‘เขากระโดง’เป็นเท็จ

อิหร่าน-รัสเซีย ปิดดีลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 แห่ง

อิหร่าน-รัสเซีย ปิดดีลสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 แห่ง มูลค่า 800,000 ล้านบาท

ในโลกของพลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ข่าวล่าสุดจากตะวันออกกลางสร้างความฮือฮาให้กับวงการ เมื่อ“อิหร่าน-รัสเซีย” ปิดดีลสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 แห่ง มูลค่า 800,000 ล้านบาท สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 29 กันยายน ว่าทั้งสองประเทศได้ลงนามในข้อตกลงมูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 805,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาหน่วยพลังงานนิวเคลียร์รุ่นที่สามจำนวน 4 แห่ง ในภูมิภาคซีริก จังหวัดฮอร์มอซกัน ทางตอนใต้ของอิหร่าน โครงการนี้คาดว่าจะผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 5,020 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานให้กับอิหร่านอย่างมาก

“อิหร่าน-รัสเซีย” ปิดดีลสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 แห่ง มูลค่า 800,000 ล้านบาท

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นระหว่างบริษัทฮอร์มอซ ซึ่งเป็นตัวแทนขององค์การพลังงานปรมาณูแห่งอิหร่าน (AEOI) และบริษัทโรซาตอม โปรเจ็กต์จากรัสเซีย โดยมีนายคาเซม จาลาลี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำรัสเซีย เป็นสักขีพยานในการลงนาม โครงการใหญ่ยักษ์นี้จะครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 500 เฮกตาร์ หรือราว 3,125 ไร่ ในภูมิภาคซีริก ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้รับการศึกษาคัดเลือกอย่างละเอียดแล้ว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนวิศวกรรม การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการเตรียมพื้นที่เบื้องต้น

ทำไมโครงการนี้ถึงสำคัญ? อิหร่านซึ่งเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและการคว่ำบาตรจากนานาชาติ มองว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นทางออกสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่กำลังลดลง ในขณะที่รัสเซียซึ่งมีเทคโนโลยีนิวเคลียร์ชั้นนำของโลก เห็นโอกาสในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองในภูมิภาค ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ยังช่วยให้ทั้งสองฝ่ายก้าวข้ามอุปสรรคจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ

รายละเอียดโครงการ “อิหร่าน-รัสเซีย” ปิดดีลสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 แห่ง

แต่ละหน่วยพลังงานในโครงการนี้จะมีความจุการผลิตไฟฟ้า 1,255 เมกะวัตต์ โดยใช้เทคโนโลยีรุ่นที่สามซึ่งปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง โรงไฟฟ้าจะถูกสร้างบนพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งช่วยในการระบายความร้อนและการขนส่งวัสดุ โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผน发展战略พลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ที่มุ่งเป้าหมายผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ 20,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2040

  • มูลค่าโครงการ: 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (805,000 ล้านบาท)
  • จำนวนหน่วย: 4 หน่วย รุ่นที่สาม
  • กำลังการผลิต: รวม 5,020 เมกะวัตต์
  • สถานที่: ภูมิภาคซีริก จังหวัดฮอร์มอซกัน
  • พื้นที่: 500 เฮกตาร์ (3,125 ไร่)

นอกจากประโยชน์ทางพลังงาน โครงการนี้ยังคาดว่าจะสร้างงานนับพันตำแหน่ง สร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ และพัฒนาเทคโนโลยีในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม มีความกังวลจากนานาชาติเกี่ยวกับความปลอดภัยและการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ แม้อิหร่านยืนยันว่าโครงการนี้เพื่อสันติภาพเท่านั้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ความร่วมมือระหว่างอิหร่านและรัสเซียสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์พลังงานโลก โดยเฉพาะท่ามกลางวิกฤตพลังงานจากสงครามยูเครน ที่ทำให้รัสเซียหันไปหาพันธมิตรใหม่ โครงการนี้ไม่เพียงช่วยอิหร่านบรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาด แต่ยังเป็นตัวอย่างของการพัฒนาร่วมมือระหว่างประเทศที่เผชิญแรงกดดันจากตะวันตก

สำหรับอนาคต โครงการนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายความร่วมมือในด้านอื่นๆ เช่น การสำรวจอวกาศหรือการค้า การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ในอิหร่านจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอน และสนับสนุนเป้าหมาย SDG ของ联合国 หากคุณสนใจข่าวสารด้านพลังงานและการเมืองระหว่างประเทศ อย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด เรามีมุมมองที่เป็นกลางและวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อให้คุณเข้าใจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ที่มา – “อิหร่าน-รัสเซีย” ปิดดีลสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 แห่ง มูลค่า 800,000 ล้านบาท

เกาหลีใต้เข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” หลังประชากรสูงวัยเกิน 20%

เกาหลีใต้เข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” หลังประชากรสูงวัยเกิน 20%

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรอย่างรวดเร็ว เกาหลีใต้กำลังกลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของประเทศที่เข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” หลังจากที่ประชากรสูงวัยเกิน 20% ของประชากรทั้งหมด สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงโซลเมื่อวันที่ 29 กันยายน ว่าปีนี้เกาหลีใต้มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปถึง 10.51 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 20.3% ของประชากรทั้งประเทศ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนของสังคมสูงวัยระดับสุดยอดตามนิยามของสหประชาชาติ

เกาหลีใต้เข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” หลังประชากรสูงวัยเกิน 20%

ตามการนิยามของสหประชาชาติ (UN) ประเทศที่มีสัดส่วนประชากรสูงอายุเกิน 7% จะถูกจัดเป็นสังคมผู้สูงอายุ (aging society) หากเกิน 14% จะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (aged society) และเมื่อเกิน 20% จะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (super-aged society) ซึ่งเกาหลีใต้ได้บรรลุเกณฑ์นี้แล้ว ทำให้ประเทศนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ เช่น การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการจัดการระบบสวัสดิการสังคม

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลจากอัตราการเกิดที่ต่ำและอายุขัยที่ยาวนานขึ้นในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก คาดการณ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุสูงเกิน 30% ในปี 2579 และพุ่งไปถึง 40% ในปี 2593 สถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อกำลังแรงงานและระบบเศรษฐกิจโดยรวม

อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น

หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคืออัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ หรือสัดส่วนประชากรสูงอายุต่อประชากรวัยทำงาน (อายุ 15-64 ปี) สำหรับปีนี้ คาดว่าอัตราดังกล่าวอยู่ที่ระดับที่เริ่มกดดันระบบเศรษฐกิจ และคาดว่าจะเพิ่มจาก 29.3 ในปี 2568 เป็น 47.7 ในปี 2578 และสูงถึง 77.3 ในปี 2593 นอกจากนี้ อัตราประชากรสูงอายุในกลุ่มผู้หญิงอยู่ที่ 22.6% สูงกว่ากลุ่มผู้ชายที่ 18.0% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างทางเพศในการอายุขัยและการดูแลสุขภาพ

  • ปี 2568: อัตราพึ่งพิง 29.3
  • ปี 2578: อัตราพึ่งพิง 47.7
  • ปี 2593: อัตราพึ่งพิง 77.3

การเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนนี้หมายความว่าประชากรวัยทำงานต้องแบกรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการเพิ่มภาษีเพื่อสนับสนุนระบบบำนาญ

แนวโน้มครัวเรือนผู้สูงอายุในอนาคต

นอกจากตัวเลขประชากรแล้ว จำนวนครัวเรือนที่หัวหน้าครอบครัวมีอายุ 65 ปีขึ้นไปก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ในปี 2568 คาดว่าจะมี 6.18 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 27.6% ของครัวเรือนทั้งหมด และตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงถึง 41.3% ในปี 2581 และ 50.6% ในปี 2595 สถานการณ์นี้จะทำให้เกิดครัวเรือนผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลำพังมากขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องพัฒนานโยบาย เช่น การสร้างชุมชนสำหรับผู้สูงอายุ การส่งเสริมเทคโนโลยีช่วยเหลือ และการปรับปรุงระบบการแพทย์

เกาหลีใต้กำลังตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยนโยบายต่างๆ เช่น การเพิ่มงบประมาณสำหรับสวัสดิการผู้สูงอายุ การส่งเสริมการทำงานของผู้สูงวัย และการลงทุนในหุ่นยนต์ช่วยเหลือผู้พิการทางสังคม นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์ให้เกิดการเกิดมากขึ้นผ่านมาตรการสนับสนุนครอบครัว แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ

การเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ไม่ใช่แค่ปัญหาของเกาหลีใต้เท่านั้น แต่เป็นบทเรียนสำหรับประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทยที่กำลังเผชิญแนวโน้มคล้ายกัน การเตรียมพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับสังคมสูงวัย โดยเฉพาะการใช้ AI และหุ่นยนต์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากคุณสนใจเรื่องประชากรศาสตร์และนโยบายสังคม ลองแบ่งปันความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือสมัครรับข่าวสารเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – เกาหลีใต้เข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” หลังประชากรสูงวัยเกิน 20%

ลุ้นกลางอากาศ! กัปตันช่วยผู้โดยสารลืมปิดเตาแก๊ส

ลุ้นกลางอากาศ! กัปตันสายการบินประสานงานตำรวจ ช่วยผู้โดยสารต้มไข่ทิ้งไว้แล้วลืมปิดเตาแก๊สที่บ้าน

ในยุคที่การเดินทางทางอากาศกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ล่าสุดเกิดกรณีสุดระทึกที่ทำให้ผู้โดยสารคนหนึ่งต้องลุ้นใจหายใจคว่ำกลางฟากฟ้า เมื่อเขานึกขึ้นได้ว่าลืมปิดเตาแก๊สที่บ้านหลังจากต้มไข่ไว้ สิ่งนี้ไม่เพียงสร้างความกังวลให้กับตัวเขาเอง แต่ยังอาจนำไปสู่อันตรายร้ายแรงต่อชุมชนรอบข้าง หากไม่ได้รับการแก้ไขทันท่วงที

ลุ้นกลางอากาศ! กัปตันสายการบินประสานงานตำรวจ ช่วยผู้โดยสารต้มไข่ทิ้งไว้แล้วลืมปิดเตาแก๊สที่บ้าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับผู้โดยสารชื่อ “หวัง” ซึ่งกำลังโดยสารเที่ยวบินของสายการบินสปริง แอร์ไลน์ส จากเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ไปยังสิงคโปร์ หลังจากเครื่องบินทะยานขึ้นฟ้าได้สามชั่วโมง เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ถึงความผิดพลาดครั้งใหญ่ ก่อนออกจากบ้าน เขาต้มไข่ในหม้อบนเตาแก๊สแต่ลืมปิดวาล์ว สถานการณ์เช่นนี้อาจทำให้เกิดการรั่วไหลของแก๊สและเพลิงไหม้ได้ โดยเฉพาะเมื่อน้ำในหม้อแห้งสนิท สร้างควันและความเสี่ยงสูง

ด้วยความตื่นตระหนก นายหวังรีบแจ้งลูกเรือทันที ลูกเรือไม่รอช้า ได้รับข้อมูลที่อยู่บ้าน รหัสล็อกประตูอัจฉริยะ และรายละเอียดของบริษัทจัดการอาคารชุด กัปตันเที่ยวบินจึงประสานงานกับทีมภาคพื้นดินอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงระบบการตอบสนองที่ยอดเยี่ยมของสายการบิน ซึ่งมุ่งเน้นความปลอดภัยของลูกค้าเสมอ

การประสานงานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เมื่อข้อมูลถึงมือเฟิงจวิน ตัวแทนบริการลูกค้าบนพื้นดิน เขาไม่ลังเลที่จะโทรศัพท์ไปยังบริษัทจัดการอสังหาริมทรัพย์ แม้ในตอนแรกจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมิจฉาชีพ แต่ด้วยการอธิบายที่ชัดเจนและละเอียด เจ้าหน้าที่นิติบุคคลก็ยอมรับสถานการณ์และส่งทีมงานไปตรวจสอบที่ห้องพักของนายหวังทันที เพียงสิบนาทีต่อมา พวกเขาพบว่าห้องครัวเต็มไปด้วยควัน ไข่ต้มสุกเกินไป และหม้อแห้งสนิท เจ้าหน้าที่รีบปิดเตาแก๊ส เปิดหน้าต่างระบายอากาศ และป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมด

ปฏิบัติการทั้งหมดใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น กัปตันได้แจ้งข่าวดีกลับไปยังลูกเรือ ซึ่งถ่ายทอดต่อให้นายหวังที่รู้สึกโล่งใจและขอบคุณอย่างสุดซึ้ง “ขอบคุณที่ช่วยบ้านของผมไว้” เขากล่าว สายการบินสปริง แอร์ไลน์ส ซึ่งเป็นสายการบินราคาประหยัดจากจีน ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลามจากชาวเน็ตทั่วโลก ผู้คนยกย่องการตอบสนองที่รวดเร็วและการประสานงานที่ไร้รอยต่อ

  • ความสำคัญของการแจ้งเตือนทันที: หากไม่แจ้งลูกเรือ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่อัคคีภัยใหญ่
  • ระบบสนับสนุนของสายการบิน: แสดงให้เห็นว่าสายการบินมีกลไกช่วยเหลือลูกค้าที่ครอบคลุมแม้อยู่กลางอากาศ
  • บทบาทของชุมชน: บริษัทจัดการอาคารชุดมีส่วนสำคัญในการป้องกันภัย

ชาวเน็ตหลายรายแสดงความเห็นที่น่าสนใจ เช่น “ขอปรบมือให้ทุกฝ่ายที่ช่วยปกป้องชุมชน หากปล่อยไว้ อาจกระทบเพื่อนบ้านได้” และอีกคนติดตลกว่า “ไม่เพียงลืมปิดเตา แต่ยังลืมกินไข่ด้วย!” เหตุการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนราคาถูกเกี่ยวกับความระมัดระวังในการทิ้งของมีอันตรายไว้ที่บ้าน โดยเฉพาะก่อนเดินทางไกล

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย การตรวจสอบเตาแก๊สและเครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนออกจากบ้านเป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่ควรมองข้าม สายการบินยังสามารถนำเหตุการณ์นี้มาเป็นกรณีศึกษาเพื่อปรับปรุงบริการให้ดียิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์ ลุ้นกลางอากาศ! กัปตันสายการบินประสานงานตำรวจ ช่วยผู้โดยสารต้มไข่ทิ้งไว้แล้วลืมปิดเตาแก๊สที่บ้าน สอนให้เรารู้ว่าความช่วยเหลือสามารถมาจากที่ไหนก็ได้ หากเรามีระบบและผู้คนที่พร้อมช่วย หากคุณเคยประสบเหตุการณ์คล้ายๆ นี้ ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกัน

ที่มา – ลุ้นกลางอากาศ! กัปตันสายการบินประสานงานตำรวจ ช่วยผู้โดยสารต้มไข่ทิ้งไว้แล้วลืมปิดเตาแก๊สที่บ้าน

‘อนุทิน’ให้ศูนย์คะแนน ‘ทวี’เหน็บมีหน้ามาอภิปรายนโยบายรัฐบาล

ในวันที่ 29 กันยายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภาในวันแรก โดยย้ำถึงการอภิปรายที่เกิดขึ้น ซึ่งประชาชนจะได้เห็นข้อเท็จจริงและความปรุงแต่งจากฝ่ายค้านบางส่วน ‘อนุทิน’ให้ศูนย์คะแนน ‘ทวี’เหน็บมีหน้ามาอภิปรายนโยบายรัฐบาล เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก นายอนุทินชี้ว่าการอภิปรายบางครั้งมาจากจินตนาการหรือเจตนาร้าย โดยเฉพาะนายอดิศร เพียงเกม เกศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่นำเสนอข้อมูลมั่วซั่ว โดยอาศัยเสียงดังมากกว่าข้อเท็จจริง

‘อนุทิน’ให้ศูนย์คะแนน ‘ทวี’เหน็บมีหน้ามาอภิปรายนโยบายรัฐบาล

นายอนุทินยังกล่าวถึงการอภิปรายของนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ที่ย้อนกลับไปสมัยตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยยืนยันว่าตนได้ตอบคำถามในที่ประชุมแล้ว เพื่อให้เกียรติในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหลังการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งถือเป็นการหารือเพื่อการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ ในประเด็นปัญหายาเสพติดและภัยไซเบอร์ นายกฯ ชี้ว่าไม่ใช่เรื่องนโยบายทั้งหมด แต่เป็นการปฏิบัติที่รัฐบาลต้องเร่งรัดกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยหลายหน่วยงานต้องช่วยกันขับเคลื่อน

การรับมือการอภิปรายและคะแนนให้ฝ่ายค้าน

เมื่อถูกถามถึงการปรับแผนรับมือการอภิปราย นายอนุทินระบุว่าไม่กลัวความดุเดือด แต่กลัวการนำข้อเท็จจริงมาอภิปรายซ้ำๆ เช่น เรื่อง สว. เขากระโดง และกัญชา ที่รัฐบาลเคยแถลงข้อเท็จจริงแล้ว แต่ฝ่ายค้านยังทำเป็นไม่ฟังเพื่อแสวงหาแอร์ไทม์ โดยประเมินว่าวาทกรรมมากกว่าข้อมูลจริง สำหรับคะแนนการอภิปรายของฝ่ายค้าน บางคนสมควรได้เต็ม แต่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ต้องได้ศูนย์ เพราะนำเรื่องเท็จมาพูด นายกฯ ยืนยันว่าตนไม่ใช่มาสู้รบ แต่มาฟังคำแนะนำที่ดี จดบันทึกทุกอย่าง และตอบเฉพาะผู้ที่มีเหตุผล จริยธรรม และคุณธรรม โดยเน้นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ส่วนผู้ที่นำเรื่องไร้สาระมาสร้างวาทกรรมเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล นายอนุทินไม่ตอบเพราะตอบไปหลายรอบแล้ว และย้ำว่าไม่มีหน่วยงานไหนตอบได้ดีเท่าราชการที่แสดงหลักฐานชัดเจน โดยเฉพาะ พ.ต.อ.ทวี ที่สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยังสั่งการผิดกฎหมาย แต่ยังมีหน้ามาอภิปราย โดยเชื่อว่าประชาชนแยกแยะได้ และขอให้เวลาพวกเขาทำใจสติอารมณ์ เพราะข้อมูลที่ผิดกฎหมายจะไหลออกมาทั้งหมด เหมือน “อะไรตายแล้วเห็บกระโดด” นายอนุทินกล่าว

ในส่วนของการแยกแยะฝ่ายค้ำหรือฝ่ายแค้น นายกฯ มองว่าประชาชนมองออก และจะตอบเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ตอบเรื่องที่เปลืองพื้นที่สมองประชาชน การอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้เห็นภาพชัดเจนว่ารัฐบาลมุ่งเน้นการทำงานจริงจัง ร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาประชาชน

  • การอภิปรายที่ใช้ข้อเท็จจริงช่วยพัฒนานโยบาย
  • วาทกรรมที่ไร้สาระไม่ช่วยแก้ปัญหา
  • รัฐบาลพร้อมรับฟังและปรับปรุงตามคำแนะนำ

สุดท้าย การเมืองไทยควรเน้นการทำงานเพื่อประชาชนมากกว่าการโจมตีส่วนตัว หากฝ่ายค้านนำเสนอแนวทางสร้างสรรค์ รัฐบาลยินดีรับฟังและนำไปปรับใช้ เพื่อให้ประเทศก้าวหน้าอย่างยั่งยืน คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – ‘อนุทิน’ให้ศูนย์คะแนน ‘ทวี’เหน็บมีหน้ามาอภิปรายนโยบายรัฐบาล

‘เบียร์ชิงเต่า–คาราบาว–นามยง’ รุกตลาดเครื่องดื่มไทย-จีนในเชิงกลยุทธ์

‘เบียร์ชิงเต่า–คาราบาว–นามยง’ รุกตลาดเครื่องดื่มไทย-จีนในเชิงกลยุทธ์

ในยุคที่การค้าขายระหว่างประเทศกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะระหว่างไทยและจีน การร่วมมือทางธุรกิจจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในการขยายตลาด ล่าสุดมีข่าวดีจากวงการเครื่องดื่ม เมื่อบริษัทชั้นนำสามแห่งได้จับมือกันเพื่อรุกตลาดเครื่องดื่มไทย-จีนในเชิงกลยุทธ์ นั่นคือ ‘เบียร์ชิงเต่า–คาราบาว–นามยง’ ที่เพิ่งลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี

‘เบียร์ชิงเต่า–คาราบาว–นามยง’ รุกตลาดเครื่องดื่มไทย-จีนในเชิงกลยุทธ์

การลงนามครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงมิตรภาพอันยั่งยืนระหว่างไทยและจีน โดยเฉพาะในปีที่ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ รองนายกฯ บวรศักดิ์ ได้ชื่นชมแบรนด์เบียร์ชิงเต่าที่มีอิทธิพลระดับโลก คาราบาวที่แข็งแกร่งในตลาดไทยและต่างประเทศ รวมถึงศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของนามยง เทอร์มินัล ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างพลังความร่วมมือและยกระดับการค้าการลงทุนระหว่างสองชาติ

ดร.เทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงเส้นทางการเติบโตของบริษัทที่ก่อตั้งมามากกว่า 50 ปี โดยครอบคลุมธุรกิจหลากหลาย เช่น โลจิสติกส์ การค้าระหว่างประเทศ สื่อสารมวลชน คมนาคม พลังงาน และสาธารณสุข ท่าเรือในเครือของนามยงเป็นท่าเรือขนส่งรถยนต์แบบโรลออนโรลออฟ (ro-ro) รายเดียวในประเทศไทย และติดอันดับที่ 4 ของโลก อันดับ 2 ในเอเชีย สามารถส่งออกรถยนต์มากกว่า 1.5 ล้านคันต่อปี

ความร่วมมือระหว่างบริษัท ไทย ไชน่า เบฟเวอร์เรจ ของนามยง เทอร์มินัล กับเบียร์ชิงเต่าและคาราบาว ถือเป็นสัญลักษณ์ของการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน นามยงพร้อมต่อยอดด้านโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมเพื่อสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่

บทบาทของคาราบาวในการขยายตลาดเครื่องดื่ม

นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาราบาวเป็นผู้นำด้านเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล (Functional Drink) ในไทย ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคด้วยนวัตกรรมและคุณภาพ กำลังขยายตลาดต่างประเทศอย่างมั่นคง สำหรับ ‘เบียร์ชิงเต่า–คาราบาว–นามยง’ รุกตลาดเครื่องดื่มไทย-จีนในเชิงกลยุทธ์ ครั้งนี้ คาราบาวจะใช้ระบบช่องทางจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง เพื่อส่งเสริมการบูรณาการอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย-จีน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในส่วนของเบียร์ชิงเต่า นายเจียง จงเสียง ประธานกรรมการ กล่าวว่า การร่วมมือนี้ไม่เพียงสะท้อนมิตรภาพ 50 ปีไทย-จีน แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ เบียร์ชิงเต่าเข้าสู่ตลาดไทยตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และร่วมมือกับนามยงมามากว่า 20 ปี ปัจจุบันมีเครือข่ายกว่า 2,000 ร้านค้าทั่วไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 100 ปีและครอบคลุมกว่า 120 ประเทศ เบียร์ชิงเต่าพร้อมเปิดเส้นทางใหม่ในไทยและอาเซียน โดยใช้ทรัพยากรจากคาราบาวในด้านช่องทางจัดจำหน่ายและเทคโนโลยีการผลิต รองรับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เบียร์พรีเมียมไปจนถึงประเภทอื่นๆ

ประโยชน์จากการร่วมมือเชิงกลยุทธ์

การลงนามวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับความร่วมมือเชิงลึก ทั้งเทคโนโลยี ตลาด แบรนด์ และเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่าย นับเป็นก้าวใหม่สำคัญของเบียร์ชิงเต่าในการขยายตลาดอาเซียน ผู้ประกอบการไทยและจีนจะได้ประโยชน์จาก synergy นี้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่กำลังเติบโต

จากมุมมองของผู้เขียน การร่วมมือแบบ ‘เบียร์ชิงเต่า–คาราบาว–นามยง’ รุกตลาดเครื่องดื่มไทย-จีนในเชิงกลยุทธ์ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสองประเทศ และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลองผลิตภัณฑ์คุณภาพจากทั้งสองฝั่ง หากคุณสนใจธุรกิจเครื่องดื่มหรือการค้าขายระหว่างประเทศ ลองติดตามพัฒนาการครั้งนี้ และพิจารณาโอกาสในการลงทุนหรือเป็นพันธมิตรในอนาคต

นอกจากนี้ ในยุคดิจิทัล การตลาดออนไลน์จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการโปรโมทผลิตภัณฑ์เหล่านี้ โดยสามารถใช้ SEO เพื่อเพิ่ม visibility ใน搜索引擎ไทยและจีน ทำให้ ‘เบียร์ชิงเต่า–คาราบาว–นามยง’ รุกตลาดเครื่องดื่มไทย-จีนในเชิงกลยุทธ์ ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ การร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงเสริมแกร่งอุตสาหกรรม แต่ยังส่งเสริมวัฒนธรรมและมิตรภาพระหว่างไทย-จีน หากคุณเป็นนักธุรกิจหรือผู้สนใจ ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากพันธมิตรนี้

ที่มา – ‘เบียร์ชิงเต่า–คาราบาว–นามยง’ รุกตลาดเครื่องดื่มไทย-จีนในเชิงกลยุทธ์

‘ชูศักดิ์’ ห่วงหลอก ‘ยุบสภา’ แต่วืด รัฐธรรมนูญใหม่

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ได้กลายเป็นเวทีสำคัญที่ ส.ส. ชูศักดิ์ ศิรินิล จากพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนักหน่วงเกี่ยวกับประเด็น ‘ชูศักดิ์’ ห่วงหลอก ‘ยุบสภา’ แต่วืด รัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนจับตามอง

‘ชูศักดิ์’ ห่วงหลอก ‘ยุบสภา’ แต่วืด รัฐธรรมนูญใหม่

การประชุมนี้มีวาระสำคัญคือการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ โดยนายชูศักดิ์ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOA) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน และนโยบายของรัฐบาล ใน MOA ระบุชัดเจนว่าจะมีความร่วมมือระหว่าง ครม. พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย เพื่อเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ที่นโยบายรัฐบาลกลับเขียนเพียงว่ารัฐบาลจะสนับสนุนการทำประชามติและรับฟังความเห็นจากประชาชนเท่านั้น ไม่ได้มีรายละเอียดชัดเจนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตรง

ความกังวลหลักของนายชูศักดิ์อยู่ที่การขาดร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจาก ครม. โดยตรง หากสุดท้ายแล้ว 3 พรรคใหญ่ผลักดันร่างแก้ไขเข้าสภา รัฐบาลจะเห็นชอบร่างที่แต่ละพรรคเสนอหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคใหญ่คือต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากวุฒิสมาชิก (สว.) อย่างน้อย 1 ใน 3 และอาจเผชิญการต่อต้านจากองค์กรต่างๆ ที่เคยขัดขวางรัฐธรรมนูญใหม่มาก่อน ซึ่งตอนนี้เริ่มมีกระบวนการเคลื่อนไหวออกมาเป็นทอดๆ แล้ว

ความเสี่ยงจากข้อตกลงทางการเมือง

นายชูศักดิ์เล่าว่า เขาได้สนทนากับบุคคลที่เกี่ยวข้องในการทำข้อตกลงทางการเมือง พบว่าการบรรจุเรื่องแก้รัฐธรรมนูญใน MOA อาจเป็นเพียงคำพูดลมปาก เพราะขาดความมั่นใจว่าจะโน้มน้าว สว. ให้ลงมติผ่านวาระแรกได้หรือไม่ หากข้อตกลงนี้มุ่งไปที่การยุบสภาใน 4 เดือน แต่สุดท้ายไม่ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือทำไม่สำเร็จ ใครจะรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนจาการศึกษาข้อมูลและรับฟังความเห็นต่างๆ แม้เขาจะไม่ได้คัดค้าน แต่หากเกิดขึ้นจริง จะน่าเสียดายมาก เพราะประชาชนจะไม่ได้รัฐธรรมนูญที่ต้องการ

ประเด็น ‘ชูศักดิ์’ ห่วงหลอก ‘ยุบสภา’ แต่วืด รัฐธรรมนูญใหม่ สะท้อนถึงปัญหาลึกๆ ในระบบการเมืองไทย ที่ข้อตกลงระหว่างพรรคการเมืองมักไม่ชัดเจนและขาดการรับประกันผลลัพธ์ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ หากรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถรวมพลังกันได้อย่างแท้จริง อาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองอีกครั้ง

  • จุดอ่อนของ MOA: ขาดรายละเอียดการผลักดันแก้รัฐธรรมนูญ
  • อุปสรรคจาก สว.: ต้องได้เสียง 1 ใน 3 จึงจะผ่าน
  • การต่อต้านภายนอก: องค์กรต่างๆ เริ่มเคลื่อนไหว
  • ความรับผิดชอบ: หากยุบสภาแต่พลาดรัฐธรรมนูญ ใครจะรับผิด

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเมืองไทยในช่วงนี้ต้องการความโปร่งใสมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากรัฐบาลสามารถชี้แจงแผนการแก้รัฐธรรมนูญได้ชัดเจนกว่านี้ จะช่วยลดความกังวลจาก ส.ส. อย่างนายชูศักดิ์ และปูทางสู่การปฏิรูปที่แท้จริง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การรับฟังเสียงประชาชนผ่านประชามติ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย แต่หากกระบวนการนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพียงอย่างเดียว อาจนำไปสู่ความไม่พอใจจากสังคม การวิเคราะห์จากนักการเมืองรุ่นเก่าอย่างนายชูศักดิ์ จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความเสี่ยง

ในท้ายที่สุด การเมืองไทยควรเน้นที่ประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก หากสามารถผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ได้สำเร็จ จะเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน ผู้สนใจควรติดตามการประชุมสภาในช่วงต่อไป เพื่อดูว่าประเด็นนี้จะคลี่คลายอย่างไร

คุณคิดอย่างไรกับความกังวลของนายชูศักดิ์ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันนะครับ

ที่มา – ‘ชูศักดิ์’ ห่วงหลอก ‘ยุบสภา’ แต่วืด รัฐธรรมนูญใหม่

เอส กันตพงศ์ เขียนจดหมายถึงคนที่รัก ใจหายวูบ

สร้างความตกใจให้กับแฟนๆ และคนในวงการบันเทิงไม่น้อย เมื่อพระเอกหนุ่มชื่อดัง เอส-กันตพงศ์ บำรุงรักษ์ ออกมาโพสต์ข้อความสุดซึ้งบนอินสตาแกรม ซึ่งเป็นเหมือนจดหมายรักถึงคนที่เขารัก แต่กลับทำให้หลายคนใจหวิวเพราะพูดถึงเรื่องโรคร้ายแรงอย่างภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (SCA) และโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac Arrhythmia) ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง ‘เอส กันตพงศ์’ เขียนจดหมายถึงคนที่รัก อ่านแล้วใจหายวูบ แฟนๆ แห่ส่งกำลังใจรัว! กันแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกของหนุ่มเอสและเหตุผลที่ทำให้แฟนๆ ต่างพากันส่งกำลังใจอย่างล้นหลาม

‘เอส กันตพงศ์’ เขียนจดหมายถึงคนที่รัก อ่านแล้วใจหายวูบ แฟนๆ แห่ส่งกำลังใจรัว!

ข้อความที่เอสโพสต์ลงอินสตาแกรมนั้นเต็มไปด้วยความจริงใจและปลงชีวิต เขาเริ่มต้นด้วยการบอกว่า ‘ถึงทุกคนที่ผมรัก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมโชคดีเหลือเกินที่ได้มีทุกคนอยู่เคียงข้าง… แต่เพราะการจากลานั้นไม่แน่นอน เหมือนกับโรค ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (SCA), โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac Arrhythmia) หรือโรคร้ายแรงอื่นๆ อีกมากมาย ที่สามารถพรากเราไปจากคนที่เรารักได้ในทุกวินาที’ คำพูดเหล่านี้ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่าหนุ่มเอสอาจกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจริงๆ หรือเป็นการเตือนใจให้ทุกคนดูแลตัวเองมากขึ้น

จากนั้น เอสยังเขียนต่อว่า ‘แต่ถ้าวันนั้นมาถึง ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่าผมรักและภูมิใจในตัวทุกคนมากแค่ไหน อย่าเสียใจนานนะครับ ขอให้คิดถึงผมในวันที่มีรอยยิ้ม… ผมอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตต่อไปอย่างเต็มที่ รักตัวเองและผู้อื่น ดูแลกันและกัน… ใช้ชีวิตโดยไม่ประมาทและไม่ยึดติด… ผมจะอยู่ในใจของทุกคนตลอดไปครับ รักเสมอ S กันตพงศ์’ ข้อความนี้เหมือนเป็นการบอกลาแบบอ่อนโยน แต่กลับจุดประกายให้แฟนๆ ต่างแสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจกันอย่างรวดเร็ว

เอส กันตพงศ์

แฟนๆ ส่งกำลังใจให้เอสกันรัวๆ

หลังจากโพสต์นี้ถูกแชร์ออกไป ไม่นานแฟนคลับก็พากันคอมเมนต์แสดงความเป็นห่วงและส่งกำลังใจกันอย่างล้นหลาม ทำให้เห็นถึงพลังของแฟนๆ ที่รักเอสมากแค่ไหน บางคอมเมนต์ที่โดดเด่น เช่น:

  • ส่งกำลังให้รั่วๆ ค่ะ สุขภาพแข็งแรงค่ะ รักๆ
  • กอดๆ เสมอนะคะน้อง
  • รักน้องเสมอนะคับ กอดๆ นะคับเอส
  • กอดๆ นะคะพี่เอส รักเสมอ ส่งกำลังใจให้นะคะ
  • พระเอกในใจตลอดกาลค่ะ ขอให้สุขภาพแข็งแรงยิ่งขึ้นนะคะ
  • รักและเป็นกำลังใจให้เอส เสมอครับ
  • นึกถึงน้องคนขยันสายลุยเสมอ

คอมเมนต์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเอสไม่ใช่แค่ดารา แต่เป็นคนที่แฟนๆ รักและห่วงใยเหมือนครอบครัว การที่ ‘เอส กันตพงศ์’ เขียนจดหมายถึงคนที่รัก อ่านแล้วใจหายวูบ แฟนๆ แห่ส่งกำลังใจรัว! กลายเป็นกระแส ทำให้หลายคนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพหัวใจมากขึ้น โดยเฉพาะ SCA ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตกะทันหันอันดับต้นๆ ในผู้ใหญ่

เอส กันตพงศ์

นอกจากนี้ โพสต์ของเอสยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะในยุคที่ไลฟ์สไตล์เร่งรีบทำให้หลายคนละเลยการตรวจสุขภาพประจำปี การพูดถึงโรคหัวใจในลักษณะนี้ช่วยให้คนทั่วไปตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลหัวใจ เช่น การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การกินอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงความเครียดที่อาจนำไปสู่โรคเหล่านี้

เอส กันตพงศ์

ในมุมมองของเรา การที่เอสกล้าเปิดใจแบบนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เพราะมันไม่เพียงช่วยให้ตัวเขาเองระบายความรู้สึก แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้แฟนๆ ดูแลสุขภาพมากขึ้น หากคุณเป็นแฟนเอส ลองส่งกำลังใจไปให้เขาผ่านคอมเมนต์หรือข้อความส่วนตัวดูนะครับ มันอาจช่วยให้เขายิ้มได้ และอย่าลืมตรวจสุขภาพหัวใจของตัวเองด้วย เพื่อป้องกันเรื่องไม่คาดฝัน

ที่มา – ‘เอส กันตพงศ์’ เขียนจดหมายถึงคนที่รัก อ่านแล้วใจหายวูบ แฟนๆ แห่ส่งกำลังใจรัว!

ตร.เร่งสอบเหตุฝรั่งคลั่งโดดสะพานลอย สาหัส

ในกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย การเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันมักทำให้ทุกคนตื่นตัว โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ ล่าสุดเกิดเหตุชวนสะเทือนใจ เมื่อชายชาวต่างชาติที่สวมกางเกงลายช้าง คลั่งกระโดดลงจากสะพานลอยบนถนนศรีอยุธยา ทำให้บาดเจ็บสาหัส ตำรวจเร่งสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ตร.เร่งสอบเหตุ ‘ฝรั่ง-กางเกงช้าง’ คลั่งโดดสะพานลอย ถนนศรีอยุธยา-พญาไท สาหัส

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2566 โดย ร.ต.อ.เจริญ สุขมาก รอง สว.(สอบสวน) สน.พญาไท ได้รับแจ้งเหตุว่ามีชายชาวต่างชาติกำลังจะกระโดดจากสะพานลอยหน้าอาคารศรีอยุธยา ถนนศรีอยุธยา แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่รีบประสานงานกับสถานีดับเพลิงและกู้ภัยพญาไท รวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยบรรทัดทอง และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็งตึ๊ง เพื่อเตรียมเบาะลมสำหรับรับตัวผู้ประสบเหตุ

ที่เกิดเหตุใกล้แยกพญาไท พบชายวัยประมาณ 55-60 ปี สัญชาติไม่ทราบ ไม่สวมเสื้อ แค่กางเกงขายาวลายช้างสีน้ำตาล ขาว และถุงเท้าสีดำ ยืนอยู่ด้านนอกของสะพานลอยซึ่งมีความสูงราว 5-6 เมตร เจ้าหน้าที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้เขากลับเข้ามา แต่ทว่าการเกลี้ยกล่อมไม่ทันการณ์

รายละเอียดเหตุ ‘ฝรั่ง-กางเกงช้าง’ คลั่งโดดสะพานลอย

เวลา 15.43 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังกางเบาะลม ชายคนดังกล่าวก็ตัดสินใจทิ้งตัวลงจากสะพานลอย ศีรษะกระแทกพื้นถนนศรีอยุธยาขาออกอย่างแรง ส่งผลให้บาดเจ็บสาหัสที่ศีรษะ หมดสติทันที ในตัวผู้บาดเจ็บไม่พบเอกสารประจำตัวใดๆ ทำให้ยังไม่ทราบชื่อและสัญชาติที่แน่นอน อาสาสมัครมูลนิธิรีบปฐมพยาบาลด้วยการทำ CPR (ปั๊มหัวใจ) ก่อนนำส่งโรงพยาบาลพญาไท 1 เพื่อผ่าตัดช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

บนสะพานลอย เจ้าหน้าที่พบเสื้อยืดแขนสั้นสีเทา และรองเท้าแตะสีขาว ซึ่งน่าจะเป็นของผู้บาดเจ็บ จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานสำคัญในการสืบสวนต่อไป เหตุการณ์นี้ไม่เพียงทำให้ผู้บาดเจ็บอาการหนัก แต่ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อการจราจรฝั่งถนนศรีอยุธยาขาออกติดขัดอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.พญาไท ต้องออกมาอำนวยความสะดวกเพื่อคลายปัญหาการจราจร

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าชายต่างชาติรายนี้เริ่มมีอาการคลุ้มคลั่งตั้งแต่ช่วงบ่าย โดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน มีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างและประชาชนที่สัญจรไปมาเป็นผู้แจ้งเหตุให้ตำรวจทราบ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อหาว่าผู้บาดเจ็บคือใคร และอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเช่นนี้

เหตุการณ์แบบนี้ในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะในย่านใจกลางเมืองอย่างราชเทวี ที่มีทั้งนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติอาศัยอยู่จำนวนมาก ปัญหาสุขภาพจิตอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุรุนแรงเช่นนี้ได้ หากเราสังเกตเห็นบุคคลที่มีอาการผิดปกติ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ悲剧

  • สาเหตุที่เป็นไปได้: ความเครียดจากชีวิตในเมืองใหญ่, ปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่ได้รับการดูแล, หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ยังไม่เปิดเผย
  • บทเรียนที่ได้: ความสำคัญของการเฝ้าระวังและการช่วยเหลือในสังคม
  • ผลกระทบ: การจราจรติดขัดและความตื่นตระหนกของประชาชน

ในฐานะที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงที่พลุกพล่าน เหตุการณ์ ตร.เร่งสอบเหตุ ‘ฝรั่ง-กางเกงช้าง’ คลั่งโดดสะพานลอย ถนนศรีอยุธยา-พญาไท สาหัส นี้เตือนใจให้เราต้องใส่ใจปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น หากคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กันหรือเห็นคลิปเหตุการณ์ ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันหาทางป้องกันในอนาคต

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าปัญหาสุขภาพจิตสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ การช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีอาจช่วยชีวิตได้ หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีสัญญาณเตือน อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา – ตร.เร่งสอบเหตุ ‘ฝรั่ง-กางเกงช้าง’ คลั่งโดดสะพานลอย ถนนศรีอยุธยา-พญาไท สาหัส